Blood 25 : Finding and Fallen
posted on 31 Oct 2010 20:54 by barudaBlood 25 : Finding and Fallen
อเล็กซ์มาถึงโรงแรมที่นัดกันไว้ผิดเวลาไปเล็กน้อย ทั้งที่คิดว่าจะไม่ยอมสายเพราะมันจะทำให้ออคเตเวียสถือไพ่เหนือกว่าตนแล้วแท้ ๆ แต่เพราะคนที่บังเอิญชนกันบนถนนนั่นทำให้เขาเสียเวลา
เจ้าชายแวร์วูล์ฟทำหน้ามุ่ยพลางยกแขนเสื้อของตนขึ้นมาสูดกลิ่น จู่ ๆ ฝ่ายนั้นก็เข้ามาเกาะแขน กลิ่นมันถึงได้ติดตัวเขามาด้วยแบบนี้ แต่ว่า..กลิ่นของมนุษย์ไม่น่าเป็นแบบนี้ คนเมื่อกี้ เป็นปีศาจ..
..ไนท์แมร์..
โดยส่วนตัวแล้ว อเล็กซ์ไม่ค่อยพิศวาสปีศาจกลุ่มความฝันพวกนี้เท่าไหร่ เพราะพวกมันชอบการล่อลวงโดยหยิบยื่นความสุขจอมปลอมให้ และนั่นไม่ใช่ประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้าที่เขานับถือ
การมาพบกับคู่รักโดยมีกลิ่นปีศาจอื่นติดตัวมาด้วยคงไม่ใช่อะไรที่ดี แต่ตอนนี้เขาเองก็ไม่มีเวลามาสนใจเรื่องการลบกลิ่น ดังนั้น จึงได้แค่ภาวนาให้คนสวยของเขาจมูกไม่ไวพอ แล้วอเล็กซ์ก็เปิดประตูเข้าไปทั้งอย่างนั้น
“ชักช้า!!” เสียงหวานเอาแต่ใจร้องตำหนิมาแต่ไกลทันทีที่เขาเปิดประตูเข้าไป
ออคเตเวียสส่งสายตางอน ๆ มาให้จากบนเตียงที่เจ้าตัวกำลังนอนเอกเขนกอย่างสบายอารมณ์รออยู่ ดวงหน้าหวานไม่สมชายและดวงตาสีดำคู่สวยเบือนมาทางเขา
“กล้าปล่อยให้ข้าคนนี้รอนานขนาดนี้ได้ยังไงกัน”
“ข้าช้าไปแค่ 5 นาทีเท่านั้นเองนะ” อเล็กซ์ว่าพลางปิดประตูตามหลัง
“แค่นั้นมันก็นานสำหรับข้าแล้วนี่นา” แวมไพร์หนุ่มน้อยบ่น ขณะบิดตัวลุกขึ้นจากเตียง เสื้อขนเฟลอร์สีขาวที่สวมไว้หลวม ๆ เลื่อนหลุดลงมาเล็กน้อยเผยให้เห็นช่วงไหล่ขาวบอบบาง
อเล็กซ์ลอบกลืนน้ำลายเบา ๆ แต่ไม่แสดงปฏิกิริยามากกว่านั้น ทำไมเขาจะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจงใจยั่ว แล้วแบบนี้ใครมันจะยอมตกหลุมง่าย ๆ กันล่ะ
ร่างสูงไหวไหล่อย่างไม่ใส่ใจแล้วเดินตรงไปยังเก้าอี้เพื่อเตรียมจะถอดเสื้อโค้ดพาดไว้แทน พอเห็นว่าแผนยั่วหมายเลข 1 ของตนไม่ได้ผล ออคเตเวียสก็หน้ามุ่ย ถึงจะรู้อยู่แล้วว่าเจ้าชายนักล่าเมืองคงไม่ยอมตกหลุมง่าย ๆ เหมือนเหยื่อก่อนหน้านี้ก็เถอะนะ แต่เล่นเมินกันขนาดนี้เลยเหรอ แต่จะว่าไป อเล็กซ์ก็ไม่เคยแสดงท่าทีหลงเขาหัวปักหัวปำแบบนั้นมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว เขาต่างหากที่ติดอีกฝ่ายแจ ที่สำคัญคือ คนเป็นเจ้าชายก็น่าจะมีคนตามใจเยอะเสียด้วย ถ้างอแงมากไปบางทีคงจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่
..งั้นยอมอ่อนลงนิดนึงก่อนดีกว่ามั้ง..
ว่าแล้วเจ้าตัวก็เปลี่ยนแผนการอย่างฉับพลัน กระโดดผลุงลงจากเตียง แล้วสวมกอดร่างสูงไว้หมับ
“นี่..อย่างน้อยก็ขอโทษหรือปลอบใจข้าที่ต้องรอหน่อยไม่ได้รึไ..” ท้ายเสียงขาดหาย ดวงตาสีดำเบิกกว้างขึ้น ใบหน้าน่ารักพลันถอดสี เมื่อตำแหน่งที่เขาโอบกอดคนรักอยู่นี้ ทำให้ได้กลิ่นที่ติดมาตรงแขนเสื้อนั้นได้อย่างชัดเจน
..กลิ่นของหลุยส์ มอง ดิว..
ออคเตเวียสผละตัวออกไปอย่างแรงราวกับต้องของร้อน ร่างบางหอบหายใจหนักด้วยแรงอาฆาตที่โถมขึ้นมา
..แค้น แค้นยิ่งกว่าอะไร อยากทำลายให้หายไปด้วยมือนี้..
อเล็กซ์สังเกตเห็นปฏิกิริยานั้นของคนรัก จากเดิมที่คิดว่าจะทำเย็นชาให้คนสวยมาง้อเขาเองอีกสักหน่อยก็เลยต้องเปลี่ยนมาประคองตัวอีกฝ่ายไว้เสียแทน
“เป็นอะไรไป” เขาถาม แต่อีกฝ่ายก็ยังคงยืนนิ่งทำหน้าเหมือนพร้อมจะทำลายโลกได้ทั้งใบ “ออคเตเวียส”
เจ้าของนามสะดุ้งเบา ๆ เหมือนเพิ่งจะรู้สึกตัว ก่อนจะร้องถามอย่างร้อนรน
“เจ้าไปเจอเจ้านั่น..เจ้านั่นอยู่แถวนี้เหรอ เจ้าไปเจอมันได้ยังไง!!”
“เดี๋ยว..ใจเย็น ๆ ก่อนสิ คนสวย” คำถามที่ทะลักเข้ามาเหมือนน้ำหลากทำให้อเล็กซ์ต้องปลอบร่างบางให้สงบลงก่อน “ข้าแค่บังเอิญเดินชนกับเขาเท่านั้นเอง เจ้าเป็นอะไ..”
เจ้าชายแวร์วูล์ฟนิ่งไปเพราะเพิ่งจะฉุกคิดขึ้นมาได้
..ผู้ชายที่เดินชนกับเขา คือ คนเดียวกับที่สู้กับออคเตเวียสในคืนแรกที่เขามาถึงคลูช..
“เขา..สู้กับเจ้า..แล้วเจ้ายังเป็นแบบนี้ทั้งที่แค่ได้กลิ่นปีศาจที่ติดตัวข้ามา..” อเล็กซ์ประเมินเหตุการณ์แล้วก็ถามเสียงเครียด “ระหว่างเจ้ากับเขา มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่”
ดวงตาสีดำเงยขึ้นมองเขา แววเจ็บปวดสะท้อนขึ้นมาแทนที่
“เจ้าเป็นปีศาจ..” ออคเตเวียสเอ่ยอย่างที่อเล็กซ์ไม่เข้าใจเลยสักนิดว่ามันเกี่ยวข้องกันยังไง “ถ้าข้าเล่าแล้ว เจ้าจะเกลียดข้ารึเปล่า”
เจ้าชายหนุ่มมุ่นคิ้ว
“ทำไมข้าต้องเกลียดเจ้า..” แต่เพราะสีหน้าของอีกฝ่ายจริงจัง เขาจึงยิ้มออกมาอย่างหวังจะบรรเทาความหวาดหวั่นนั้น “ไม่มีทางหรอกน่า คนสวย ข้าเป็นคนทำอะไรแล้วรับผิดชอบนะ..อีกอย่าง ถ้าไม่ใช่เจ้า ข้าจะไปหาองค์หญิงเอาแต่ใจแถมเสน่ห์เหลือร้ายแบบนี้มาจากไหนกันล่ะ”
ออคเตเวียสยิ้มตาม แต่สีหน้ายังไม่ดูดีขึ้นเท่าไหร่ ร่างบางถอนหายใจเฮือก ก่อนจะเอ่ยถาม
“เจ้ารู้จักตระกูลบลัดไนท์ของข้าแค่ไหนกันล่ะ”
อเล็กซ์เข้าใจว่านั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการเล่าเรื่อง จึงได้พยายามนึกคำตอบอย่างจริงจัง
“ข้าเคยได้ยินแค่ว่าเคยเป็นตระกูลขุนนางของแวมไพร์ แต่ว่า เพราะพวกเจ้าเอาแต่ล่าปีศาจด้วยกันเอง ตระกูลบลัดไนท์ก็เลยกลายเป็นตระกูลนอกรีตไปเสียแทน แล้วก็ตกเป็นเป้าหมายของทั้งนักล่าและปีศาจด้วยกันเองด้วย”
ออคเตเวียสยิ้มอย่างขมขื่น
“พวกเขาบอกเจ้าแบบนั้นเหรอ ..นั่นสิ..มันก็น่าจะเป็นแบบนั้นล่ะนะ” เขาหัวเราะราวกับจะหยามเหยียดในโชคชะตาของตนเอง “พวกข้าน่ะ ไม่ได้กลายเป็นตระกูลนอกรีตเพราะล่าปีศาจหรอก แต่เพราะนอกรีต พวกเราก็เลยล่าต่างหากล่ะ”
อเล็กซ์มุ่นคิ้ว
“เจ้าหมายความว่ายังไงกัน”
แวมไพร์หนุ่มน้อยยิ้มเศร้า
“ข้ากับพี่น้อง 12 คน เกิดมาพร้อมกับคำทำนายว่าบุตรชายแห่งบลัดไนท์จะทำให้พงศ์พันธ์ของปีศาจล่มสลาย ดังนั้น ตั้งแต่จำความได้ ท่านพ่อก็ส่งพวกเราแต่ละคนไปให้ 13 อสูรกายจากนรกที่เป็นสหายฆ่าทิ้ง แต่พวกมันกลับเก็บพวกเราไว้ทรมานเล่นตามใจชอบ ตั้งแต่จำความได้ข้าก็รู้จักแต่ความทรมานมาตลอด ความแค้นสั่งสมกันมานานเข้าจนกระทั่ง สงครามครั้งใหญ่ระหว่างแวมไพร์กับแวร์วูล์ฟสิ้นสุดลงด้วยความปราชัยของฝ่ายเรา เอลริคซึ่งเป็นหนึ่งใน 13 อสูรกายก็ได้ทรยศพวกพ้องพาพวกเราหนีออกมาจากปราสาทหลังนั้น พวกอสูรกายพลาดที่ไม่ฆ่าพวกเราตั้งแต่ตอนนั้น ตอนนี้ พวกเราถึงได้ฆ่าพวกปีศาจที่เกลียดชังไปพร้อม ๆ กับการตามล่าหาตัวพวกมันไงล่ะ”
ท้ายเสียงของออคเตเวียสเริ่มสั่นกับภาพในอดีตที่ราวกับจะย้อนคืนมาเกิดขึ้นตรงหน้า หลุยส์มักจะยืนหัวเราะอยู่มุมใดมุมหนึ่งของห้อง ขณะปล่อยให้พวกปีศาจชั้นต่ำที่พาเข้ามารุมข่มขืนเขาที่ยังเป็นเด็ก วิธีการของพวกมันรุนแรงและเลวทราม เป็นแบบนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าทุกวัน ไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งที่ถูกจับปิดตา มัดมือไพล่หลังและรัดเชือกรอบแก่นกายไม่ให้ปลดปล่อย ขณะที่คนแปลกหน้าที่ไม่รู้ว่าเป็นใครแทรกเข้ามาในร่าง และสุดท้ายก็จะถูกไพ่เหล็กคมกริบของไนท์แมร์ฝากรอยไว้วันละแผล ความเจ็บปวดทรมานในตอนนั้น ไม่ว่ายังไงก็จะคืนให้เป็นเท่าตัวแน่
อเล็กซ์ไม่รู้รายละเอียดว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังจับสัมผัสความเจ็บปวดภายในแววตาสีดำคู่นั้นได้ ความเจ็บปวดและความแค้นชนิดที่ว่าไม่อาจอยู่ร่วมโลกกันได้อีกต่อไป และยิ่งไปกว่านั้น..ความจริงอีกเรื่องที่ได้รู้ก็คือ คนสวยของเขาไม่ได้อยากเป็นแบบนี้ แต่ถูกสร้างให้เป็นต่างหาก
ดวงหน้าสวยหวานผิดบุรุษเงยขึ้นมองเขาก่อนจะยิ้มออกมาอย่างเจ็บปวด
“ว่าไงล่ะ เจ้าชาย แบบนี้แล้วยังจะรักข้าที่เป็นตัวกาลกิณีอยู่อีกรึเปล่า”
อเล็กซ์รั้งร่างบางเข้ามากอดไว้แนบอก
“รักสิ..บอกแล้วไงล่ะว่าถ้าไม่ใช่เจ้า ข้าจะไปหาองค์หญิงเอาแต่ใจแถมเสน่ห์เหลือร้ายแบบนี้มาจากไหนกันล่ะ ข้ารักเจ้าเป็นผีดิบดูดเลือดแล้ว ตอนนี้ต่อให้เจ้าเป็นตัวกาลกิณีหรืออะไรข้าก็ไม่สนหรอก” เสียงทุ้มต่ำหนักแน่นกระซิบบอกที่ริมหู เรียกให้คนสวยยิ้มออกมาจริง ๆ อ้อมแขนเล็ก ๆ พยายามโอบตัวเขาไว้บ้าง
“รักอเล็กซ์ที่สุดเลย♥”
เจ้าชายแวร์วูล์ฟแค่นเสียงหัวเราะตอบคนรัก ทั้งที่แววตาของพระองค์กำลังลุกโชน
เขารักออคเตเวียส..เพราะเหตุนั้นจะไม่มีวันยอมให้ใครมาแตะต้องคนของเขาได้อีกแน่..
ออคเตเวียสผล็อยหลับไปได้พักหนึ่งแล้ว อเล็กซ์รอจนกระทั่งมั่นใจว่าอีกฝ่ายจะไม่ตื่นขึ้นมาในระหว่างนี้แล้วจึงลุกออกมา เขาสัมผัสไอปีศาจของชุนห์ได้นับครั้งไม่ถ้วนแล้ว แสดงว่าอีกฝ่ายอาจจะกำลังตามหาเขาอยู่ ให้มาพบกันในสภาพที่เขาอยู่กับแวมไพร์แบบนี้คงไม่ดีแน่
เจ้าชายหนุ่มเดินออกจากโรงแรมแล้วเลี้ยวผ่านเส้นทางคดเคี้ยวหลบฉากไปยืนอยู่หน้าร้านขายหนังสือ แล้วทำทีเป็นว่าหยุดดูหนังสือพิมพ์ฉบับรอบบ่ายอยู่ตรงนั้นแทน
ชุนห์ปรากฏตัวขึ้นด้านหลังเขาจริง ๆ
“องค์ชาย” ข้ารับใช้หนุ่มเอยเชิงตำหนิ “ออกมาเดินเล่นคนเดียวแบบนี้มันอันตรายนะครับ ข้าบอกให้ชาร์ลส์เฝ้าท่านไว้แล้วนี่นา”
“ข้าเป็นคนขอออกมาเองล่ะน่า” อเล็กซ์บอก “แล้วเจ้ามีธุระอะไรกับข้าล่ะ คงไม่ใช่ว่าแค่มาตามกลับบ้านหรอกใช่ไหม”
“องค์ราชาเสด็จมาถึงแล้วครับ” ชุนห์ตอบ “ท่านต้องการพบองค์ชายเพื่อจะแจ้งเรื่องสงครามที่กำลังจะเริ่มขึ้น”
แววตาสีน้ำตาลเข้มเครียดขมึงขึ้นมาทันที
..สงคราม..
ถ้าเป็นเมื่อก่อน เจ้าชายนักล่าเมืองอย่างเขาก็คงไม่กังวลกับคำคำนี้มากขนาดนี้หรอก..
“องค์ชาย..” เมื่อเห็นเจ้านายของตนเงียบไป ชุนห์จึงได้เอ่ยเรียกขึ้นมา
“รู้แล้วน่า..” อเล็กซ์ว่า “ข้าจะไปเดี๋ยวนี้แหละ”
ร่างสูงหมุนกายเดินตามข้ารับใช้คนสนิทออกไป ดวงตาเรียวคมฉายรอยชัดถึงความคิดอันยากจะหยั่งถึง..
เสียงกริ่งหน้าประตูร้านดังขึ้นเบา ๆ ทั้งที่เลยเวลาปิดร้านไปแล้วเรียกให้แมกซิลอสเงยหน้าขึ้นจากแก้วทรงสูงที่กำลังบรรจงทำความสะอาดมามองใบหน้าหล่อสวยของเจ้าชายแวมไพร์คนสุดท้าย
“จาชัวร์” ถ้าเป็นปกติ เขาคงจะงอนที่อีกฝ่ายมาผิดเวลานัดไปแล้ว แต่แมกซิลอสรู้สถานการณ์ตอนนี้ดีเกินกว่าที่จะมามัวทำตัวเป็นเด็ก ๆ แบบนั้น
มือเรียวเอื้อมไปสัมผัสใบหน้าของคนรักแผ่วเบา
“เป็นอะไรไปครับ สีหน้าไม่ดีเลยนะ”
“สงครามกำลังจะเริ่มแล้วครับ แมกซ์” คุณชายแวมไพร์บอก พลางจับมือนุ่มมาจุมพิต “วันนี้ผมมาบอกลาคุณ..ผมคงแวะมาหาคุณอีกไม่ได้ แต่ผมสัญญานะ ว่าจบสงครามเมื่อไหร่ ผมจะรีบกลับมาหาคุณทันที..รอผมอยู่ที่นี่ รับปากผมนะว่าจะไม่เข้าไปใกล้ปราสาทเป็นอันขาด..”
แมกซิลอสหวาดกลัวคำพูดที่ราวกับคำสั่งเสียนั้นเหลือเกิน ถึงแม้เขาจะรู้ดีว่าที่อีกฝ่ายพูดแบบนั้นออกมาก็เพื่อระบายความเจ็บปวดในใจออกมาก็ตาม แต่ทว่า..
“ไม่ครับ” ชายหนุ่มผมสีเพลิงตอบ “ผมทำแบบนั้นไม่ได้หรอก ถ้าคุณกำลังจะสู้ละก็ ผมก็จะสู้เคียงข้างคุณ จาชัวร์”
“แมกซ์..” จาชัวร์เรียกชื่อเขาเบา ๆ แต่กระนั้น ร่างบางก็ยังยืนยันหนักแน่น
“คุณช่วยผมมาตลอด ในขณะที่ผมก็ทำแต่ความเดือดร้อนให้คุณ ตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอกัน..” ภาพเก่า ๆ ในอีดตดูจะผุดพรายขึ้นมา “ดังนั้น ให้ผมได้ช่วยคุณบ้างเถอะนะ”
คุณชายหนุ่มดูจะจนด้วยคำพูด แมกซิลอสจึงซุกกายเข้าหาอ้อมอกของคนรักแล้วเอ่ยต่อ
“นี่..วันนี้..กอดผมให้แน่นกว่าทุกวันเลยได้ไหมครับ จาชัวร์ของผม”
อีกฝ่ายคลี่รอยยิ้มออกมา
“ได้สิครับ ราชินีของผม”
ชุนห์พาเจ้าชายของตนมายังปราสาทร้างที่ตั้งอยู่ห่างไกลออกมาจากตัวเมือง เพราะที่นี่คือทรานซิลวาเนีย การจะมีสิ่งก่อสร้างแบบนี้เหลือทิ้งไว้จึงไม่ใช่เรื่องแปลก และมันก็มีมากเกินกว่าที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะตรวจสอบได้หมดว่ามีใครเข้าไปใช้บ้างเสียด้วย
อเล็กซ์เห็นทหารแวร์วูล์ฟที่ดูคุ้นหน้าคุ้นตาเพราะเคยทำงานร่วมกันสมัยยึดเมืองก่อน ๆ เดินป้วนเปี้ยนอยู่เต็มไปหมด หากเป็นเมื่อก่อนมันคงทำให้เขารู้สึกมั่นใจ แต่ตอนนี้กลับหายใจติดขัด คนพวกนี้ล้วนแต่ขึ้นชื่อว่าไม่ปราณีกับศัตรู โดยเฉพาะแวมไพร์..
มันเป็นธรรมเนียนปฏิบัติที่มีมาช้านาน แวร์วูล์ฟชนะสงครามบ่อยครั้งเพราะความสามัคคีของพวกเขา อเล็กซ์กับคนสนิทจะล่วงหน้ามาสำรวจเมืองที่เป็นเป้าหมายก่อน จากนั้น ราชาก็จะพากองทัพทั้งหมดมาถล่มปีศาจเผ่าพื้นเมือง ซึ่งโดยมากก็จะเป็นพวกแวมไพร์ และยึดเมืองมา
ราชาประทับอยู่ด้านในสุดของปราสาท เงาร่างของพระองค์เป็นสีดำทะมึน ใบหน้าซ่อนอยู่ใต้เงาของฮู้ดเสื้อคลุมขนสัตว์สีน้ำตาล ทันทีที่เห็นอเล็กซ์ พระองค์ก็ขยับพระหัตถ์เป็นสัญญาณให้คนรอบข้างถอยออกไปให้หมด
อเล็กซ์หันไปพยักหน้ากับชุนห์เพื่อบอกให้อีกฝ่ายออกไปก่อน แล้วจึงหันไปเผชิญหน้ากับผู้เป็นใหญ่ในเผ่าพันธุ์เพียงลำพัง
เมื่อแน่ใจว่าอยู่กันลำพังแล้ว ราชาก็จัดแจงถอดฮู้ดออก ดวงหน้าน่ารักราวกับเด็กผู้หญิงฉีกรอยยิ้มสดใส ดวงตากลมโตสีน้ำตาลเป็นประกายระยับ เรือนผมสีทองยาวรวบไว้ด้านหนึ่งด้วยลูกปัดสีแดงสด
“อเล็กซ์!!” ร่างเล็ก ๆ ที่ดูไม่ต่างจากเด็กวัย 14-15 ปี โผเข้าหาองค์ชายหนุ่มแล้วกระโดดกอดคอเขาหมับ
“ท่านพี่ อ..แอนนา..” อเล็กซ์ต้องคว้าตัวอีกฝ่ายไว้ก่อนจะพลาดตกลงไปเจ็บตัวเอาได้
ใช่แล้ว..ผู้ชายคนนี้ คือพี่ชายของเขา – แอนลิซอน ไฟร์รอธ หรือที่เขาเรียกจนติดปากว่าแอนนามาตั้งแต่เด็ก..พี่ชายที่ภายนอกดูเหมือนเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ น่ารักคนนี้ปกครองเผ่าพันธุ์มาอย่างยาวนานและยึดครองอาณานิคมได้มากที่สุดในประวัติศาสตร์ ทั้งยังอายุมากกว่าเขาตั้งกว่าพันปีอีกด้วย
“คิดถึงอเล็กซ์จังเลย!!” แอนนาร้องเสียงใส “อากาศที่คลูชนี่หนาวชะมัดเลย รีบ ๆ ยึดที่นี่แล้วกลับไปมอนทริออลกันเถอะนะ”
“ไหนแอนนาบอกว่าอยากดูหิมะตกไงล่ะ ไม่ใช่เมืองหนาวก็ดูไม่ได้นะ” อเล็กซ์ปลอบ
“อืม..นั่นสินะ” ราชาตัวน้อยพยักหน้าเห็นด้วย “งั้นรีบ ๆ ถล่มพวกผีดิบดูดเลือดนั่นให้ราบแล้วเราไปดูหิมะตกด้วยกันนะ อเล็กซ์ ข้าอยากเล่นสกีด้วยอ่ะ”
เจ้าชายหนุ่มหัวเราะออกมาเบา ๆ
..ไม่เปลี่ยนไปเลยจริง ๆ พี่ชายของเขา..
“ได้สิ” เจ้าชายหนุ่มตอบ ก่อนจะวางร่างบอบบางไม่สมอำนาจที่มีของพี่ชายลงบนพื้นอย่างนิ่มนวลแล้วเอ่ยอย่างจริงจัง “แต่ก่อนหน้านั้นนะ แอนนา ข้ามีเรื่องอยากขอร้องหน่อย”
“อะไรเหรอ” ดวงตากลมโตมองเขาอย่างสงสัย
“ข้ามีแวม..ผีดิบดูดเลือดตัวหนึ่งที่อยากจัดการด้วยตนเองน่ะ เลยอยากเอามันมาขังไว้ที่ปราสาทนี่หน่อย” อเล็กซ์พยายามใส่ความแค่นจอมปลอมลงในแววตาของตนเอง เพื่อที่แผนของตนจะได้ไม่แตก “ได้รึเปล่า”
ราชาทำหน้าเหมือนกับว่าไม่เห็นจะเป็นเรื่องใหญ่ตรงไหน
“ได้สิ” แอนนาตอบ “ข้าตามใจเจ้าอยู่แล้ว จะทำอะไรก็ทำไปเถอะ”
องค์ชายหนุ่มยิ้มออกมา
“ขอบใจนะ แอนนา”
..เท่านี้เขาก็สามารถปกป้องออคเตเวียสไว้ได้แล้ว..
“ไม่มีงั้นเหรอ” เชลดอนทวนคำพลางมองหน้าเจ้าหน้าที่เขตเหมือนไม่อยากจะเชื่อ เมื่อเช้าเขาตัดสินใจเอาข้อมูลเท่าที่มีของ ผบ.ซีอาโร่มาที่สำนักงานเขตเพื่อหาข้อมูลเพิ่มเติม ก่อนจะพบว่าวัน เดือนและปีเกิดที่ระบุไว้นั้น ไม่มีการแจ้งเกิดของคนที่ชื่อซีอาโร่ พานิก้า วาคานเอาไว้เลย..
เจ้าหน้าที่เขตมองตำรวจหนุ่มผิวสีด้วยสายตารังเกียจ ก่อนจะบอกว่าเขาคงเอาข้อมูลมาผิด แล้วไล่ให้กลับไป
เชลดอนจำใจต้องกลับออกมาพร้อมด้วยความสับสนในจิตใจ
..นี่มันหมายความว่ายังไงกัน..
เจโนมองอะไรไม่เห็นเพราะแถบผ้าสีดำที่ผูกอยู่รอบดวงตา เขไม่ชอบความมืดเลย..มันทำให้ไม่รู้ว่าตอนนี้ตนเองยังลืมตาอยู่รึเปล่า ริมฝีปากเผยออ้าตลอดเวลาปล่อยเสียงหอบหายใจให้ดังเป็นระยะเพราะห่วงโลหะคาดสายหนังที่แทรกอยู่ตรงกลาง ดวงหน้าผิวสีขาวแดงเรื่อด้วยผลจากการถูกระตุ้นครั้งแล้วครั้งเล่า สองแขนถูกมัดไพล่หลังด้วยเชือกเงินร้อนที่บาดลึกจนเรียกเลือดให้หลั่งไหล ทั่วทั้งร่างกายเปลือยเปล่ามีรอยแผลจากคมดาบที่ยังไม่หายดีนับไม่ถ้วน รอบแก่นกายที่ตื่นตัวจนราวกับพร้อมจะระเบิดตลอดเวลาถูกรัดด้วยเชือกเส้นเล็ก ที่มอบทั้งความอึดอัดและทรมานให้..
นิ้วมือหยาบจากการจับดาบชำแรกเข้ามาภายในเป็นครั้งที่เท่าไหร่ไม่ทราบและบิดควานสร้างความหฤหรรษ์ที่แสนทรมานให้ ด้วยเพราะไม่อาจปลดปล่อยออกมา
เสียงครางกระเส่าเหนื่อยอ่อนดังหลุดออกมาไม่ขาดเพราะริมฝีปากถูกบังคับให้เผยออ้า ไม่รู้อีกเหมือนกันว่าส่วนกายที่แข็งขืนของฝ่ายนั้นแทรกเข้ามาในช่องทางด้านหลังที่บอบช้ำเป็นครั้งที่เท่าไหร่..ร่างกายอ่อนล้าอย่างที่ชวนให้หลับไปเสียเดี๋ยวนั้น ทว่า..เขาไม่อาจทำแบบนั้นได้ ทั้งที่ในหัวก็ขาวโพลนไปหมดแล้ว..
..นึกถึงเข้าไว้สิ ความน่ากลัวของเจ้านั่น นึกถึงมันแล้วหวาดกลัวซะ..แบบนั้นแล้วก็จะไม่หลับไงล่ะ..
..กระนั้น ปัญหาก็คือ ภาพน่ากลัวในอดีตกำลังซ้อนทับลงมากับภาพตรงหน้าชนิดที่แยกจากกันแทบไม่ออก คนตรงหน้าเขาคือใคร..ผู้ชายที่หวาดกลัวที่สุด หรือ ผู้ชายที่รักที่สุดกันแน่..
ของเหลวอุ่นร้อนหลั่งเข้ามาในกายอีกครั้ง แต่เจโนรู้ดีว่ามันยังไม่จบแค่นี้แน่..
ร่างกายของอีกฝ่ายถอนออกไป แล้วอะไรบางอย่างที่แข็งและมีผิวสัมผัสเรียบก็แทรกเข้ามาแทน
“อะ..” สิ่งนั้นบิดตัวอย่างรุนแรง เปิดปากแผลบนช่องทางบอบช้ำที่ไม่ได้รับการเยียวยาให้กว้างขึ้นอีก เลือดสีสดหลั่งรินลงมา น้ำใส ๆ ปริ่มที่ปลายสุดของแก่นกายที่ถูกพันธนาการ
เสียงถากถางของโยฮันน์ดังอยู่ที่ริมหู
“หึ..กับฝักดาบก็ยังมีอารมณ์ได้อีกเหรอ พวกแกนี่มันน่ารังเกียจจริง ๆ เลยนะ” แนวฟันขบขบลงบนยอดอกแดงช้ำแรง ๆ
“อ๊า!!” เสียงหวานกรีดร้องออกมา ขณะที่ร่างสูงดึงฝักดาบของตนออกไปแล้วพลิกร่างบางลงนอนคว่ำ เพื่อแทรกกายเข้าไปอีกหน
จังหวะกระแทกรุนแรงหนักหน่วง และเร่งความเร็วขึ้นเรื่อย ๆ เจโนรู้สึกเหมือนถูกกระชากขึ้นสู่จุดสุดยอด แต่แล้วก็ถูกขวางกั้นไว้ไม่ให้ปลดปล่อยออกมา ความต้องการถูกดึงขึ้นลงสลับกันจนในหัวขาวโพลนไปหมด
โยฮันน์ครางเสียงหนัก แล้วปลดปล่อยในกายเขาอีกครั้ง จนเมื่อถอนตัวออก ของเหลวสีขาวขุ่นก็ปริ่มราวกับจะทะลักออกจากปากช่องทาง แต่ก่อนหน้าที่จะเป็นแบบนั้น นักล่าหนุ่มก็ชำแรกกายกลับเข้าไปใหม่
“อ๊า!!” แวมไพร์หนุ่มร่างกระตุกเฮือกขึ้นมาทันที เมื่อถูกพลิกร่างให้กลับมานอนหงายทั้งที่ร่างกายยังเชื่อมต่อกัน แรงบิดเสียดสีทำให้ปากแผลตรงส่วนนั้นเจ็บแปลบขึ้นมา
มือหนาเอื้อมมาแกะผ้าปิดตา และแถบคาดปากของเขาออก เจโนหยีตาเมื่อแรกพบกับแสงสว่าง เขามองเห็นแดดรำไรจากช่องหน้าต่างที่บอกว่านี่เป็นเช้าวันใหม่อีกวันแล้ว และแม้จะไม่มีวงแหวนโลหะถ่างให้เผยอริมฝีปาก เสียงครางก็ยังดังออกมาเองจากอารมณ์ที่ถูกหยอกเย้าซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนแทบบ้า..
“อา..อา..”
จังหวะของโยฮันน์ยังคงรุนแรงและดุดันเหมือนเดิม
“อ๊า!!”
เสียงกรีดร้องเป็นของเขา แต่คนที่ได้ปลดปล่อยออกมากลับมีแค่โยฮันน์คนเดียว
แก่นกายของร่างสูงถอนออกไป แล้วธารของเหลวสีขาวก็ไหลทะลักออกมาปะปนกับเลือด ส่วนความต้องการที่อัดอั้นของเขานั้น คงต้องใช้เวลาอีกนานกว่ามันจะยอมสงบลงเอง กว่าจะถึงตอนนั้น คงต้องทรมานแบบนี้ต่อไปอีกสักพักก่อนล่ะนะ..
นักล่าหนุ่มยืดตัวขึ้นยืนแล้วจัดการเสื้อผ้าของตนให้เข้าที่เมื่อเสร็จกิจแล้วจึงเหลือบตาลงมามองผลงานของตนเอง
เจโนนอนหอบหายใจอย่างสิ้นเรี่ยวแรงอยู่บนพื้นเย็นเยียบ ทั้งที่ไม่ได้ถูกจับแขวนไว้แล้วแท้ ๆ แต่ก็ไม่มีปัญญาลุกหนีไปไหนได้อยู่ดี สองขาเรียวสั่นระริกมีเลือดไหลอาบ ยิ่งช่องทางด้านหลังยิ่งบอบช้ำหนักจนไม่ต้องพูดถึง และเลือดยังคงไหลออกจากบาดแผลตามผิวกายที่ไม่ได้รับการเยียวยา
โยฮันน์มองร่างบางแทบเท้าด้วยแววตาไร้ความรู้สึก ร่างสูงขยับก้าวไปยังโต๊ะไม้ที่เอามาตั้งเพื่อวางอุปกรณ์ต่าง ๆ ก่อนจะหยิบขวดบรรจุของเหลวใสเดินกลับมา
“รู้รึเปล่า บลัดไนท์” เสียงทุ้มนุ่มที่แสร้งปรุงแต่งขึ้นมาจงใจเน้นยำนามนั้นราวกับต้องการตอกย้ำถึงบางสิ่ง “เวลาที่ได้แผลมาน่ะ เขาต้องรีบล้างด้วยแอลกอฮอล์นะ”
รอยยิ้มของปีศาจร้ายแย้มออก ขณะที่เจ้าตัวค่อย ๆ เทของเหลวในขวดนั้นลงไป..
ดวงตาที่พริ้มหลับลงเพื่อพักเหนื่อยของเจโนเบิกกว้างขึ้น เสียงกรีดร้องดังลอดผ่านริมฝีปากที่ถูกปลดเครื่องพันธนาการไปแล้วอย่างห้ามไม่อยู่ ยาฆ่าเชื้อกัดกร่อนบาดแผลจนเลือดไหลออกมามากกว่าเดิม ความแสบชนิดที่กรีดลงไปถึงจิตใจทำเอาสติแทบหลุดลอย ร่างบางดิ้นพล่านด้วยความทรมานแสนสาหัส
โยฮันน์มองความเจ็บปวดของผู้เคยเป็นที่รักด้วยแววตาว่างเปล่า ผ่านไปราวอึดใจ ไม่ทราบว่าเพราะหมดแรงหรือชินชากับความเจ็บปวดเสียแล้ว เจโนจึงได้หยุดนอนหอบกับพื้นแทน
ดวงหน้าสวยหวานเงยขึ้นมองเขา ดวงตาสีดำมองมาด้วยแววตาที่เลื่อนลอย หยาดน้ำตาขับให้ความงามปนโศกซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของเจ้าตัวเผยออกมาอย่างน่าสงสาร
“โย..ฮันน์..” เสียงแผ่วเบาเอ่ยเรียกนามของเขา ไร้ซึ่งคำพูดต่อจากนั้น ไม่เข้าใจแม้ความหมายที่ต้องการสื่อ หรือบางทีมันอาจไม่มีอะไรนอกเหนือไปจากการเอ่ยเรียกธรรมดา แต่อะไรบางอย่างได้ฟาดลงกลางใจของนักล่าหนุ่มอย่างจัง
..อยากเข้าไปช้อนร่างนั้นเข้ามากอดไว้แนบอก อยากพูดคำปลอบประโลมและเยียวยาบาดแผลพวกนั้น..
..ไม่!!..ที่อยู่ตรงหน้าไม่ใช่คนรักของเขาอีกต่อไป แต่เป็นฆาตกรที่พรากชีวิตของคนที่เขารักที่สุดไปต่างหาก..
โยฮันน์สะบัดปลายเท้าเตะเข้าที่ใบหน้าของแวมไพร์หนุ่ม ส่งให้ร่างบางกลิ้งไปบนพื้นอย่างน่าสังเวช รอยเลือดทิ้งตัวเป็นปื้นยาวดุจภาพละเลงสีแดงสด
ไม่มีเสียงร้องดังมาสักแอะ แต่นักล่าหนุ่มไม่ได้สนใจเรื่องพรรค์นั้นอยู่แล้ว เขาหันหลังหนีแล้วย่ำเท้าออกจากห้องนั้นอย่างรวดเร็ว
เจโนพยายามหันกลับมา แต่ก็เห็นเพียงภาพแผ่นหลังกว้างที่หายลับไปเท่านั้น ร่างบางทิ้งตัวลงนอนอย่างอ่อนแรงปล่อยให้น้ำตาไหลลงมาอาบใบหน้าช้า ๆ
“โย..ฮันน์..”
อย่างน้อย..ก็ขอให้ได้ตอกย้ำกับตนเองเถอะ ว่าคนที่อยู่ตรงหน้านี้..เป็นใครกันแน่..
เพล้ง!!
ข้าวของที่อยู่ใกล้ตัวที่สุดถูกปัดตกลงบนพื้นอย่างไม่ไยดี นักล่าหนุ่มทรุดตัวลงนั่งพิงผนังมุมห้อง สองมือทึ้งผมตัวเอง หลังจากกวาดเอาข้าวของเครื่องใช้เฉพาะกิจเพราะเขาไม่ได้กลับไปที่ห้องพักอีกเลยนับแต่วันนั้นลงมากระจายเกลื่อนพื้นเพื่อระบายความโกรธแบบไม่มีสาเหตุนี่เรียบร้อยแล้ว
“บ้าเอ๊ย!!” ชายหนุ่มสบถออกมาอย่างเหลืออด นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน ทำไมถึงได้หวั่นไหวไปกับสายตานั่น นี่เขายังเหลือเยื่อใยอะไรอยู่อีกงั้นเหรอ..
..ไม่..อย่าลืมสิ นึกถึงมันเข้าไว้ ความเจ็บปวด ทรมานในตอนนั้น..จะลืมไปไม่ได้เด็ดขาด..
..ความเจ็บปวดที่ข้าได้รับในวันนี้ พวกแกจะต้องรับคืนไปเป็นเท่าตัว!!..
เขาแค้นพวกมันกว่าใคร แค้นยิ่งกว่าอะไร ทั้งที่นี่เป็นโอกาสจะได้แก้แค้นแล้วแท้ ๆ..
ร่างสูงผ่อนลมหายใจออกมาอย่างคนสิ้นแรง ขณะเอนศีรษะไปพิงฟนังด้านหลัง ดวงตาปิดลงด้วยความเหนื่อยอ่อนที่ไม่มีสาเหตุ
..ถ้าอย่างนั้นแล้ว ทำไม..
..หัวใจ ยังจะเจ็บปวดอะไรอีก..
ออคเตเวียสลืมตาขึ้นมาแล้วควานมือค้นหาคนที่น่าจะอยู่ข้างกายด้วยความเคยชิน
“อืม..อเล็กซ์?” มือเรียวคว้าไปไม่เจออะไร เจ้าตัวจึงได้ยันตัวขึ้นด้วยความประหลาดใจ ดวงตาสีดำขลับมองไปรอบ ๆ อย่างสับสน
ไม่ใช่แค่คนรักเท่านั้นที่หายไป แต่กระทั่ง สถานที่ที่เขาอยู่ก็ยังเปลี่ยนไปด้วย
ที่นี่ไม่ใช่ห้องในโรงแรมที่เขานัดเจอกับอเล็กซ์ เตียงที่เขานอนอยู่เป็นเตียงสี่เสาแบบโบราณที่มีผ้าม่านบางเบาสีอ่อนกางกั้น ข้าวของต่าง ๆ ก็ดูดีและแกะสลัก หรือไม่ก็ประดับด้วยอัญมณีสวยงาม ท่าทางแพงเกินกว่าจะเป็นของในโรงแรมดาด ๆ แบบนั้น แต่ที่สำคัญกว่านั้นก็คือ..
ข้างนอกนั่น..มีกลิ่นของพวกแวร์วูล์ฟเต็มไปหมดเลย..
ถึงแวมไพร์จะไม่ได้มีประสาทรับกลิ่นดีขนาดนั้น แต่การที่เขาสัมผัสมันได้ก็แสดงว่าจำนวนของพวกมันต้องมีไม่น้อยเลย..
ร่างบางไหวตัวตามสัญชาตญาณ และในตอนนั้นเอง เสียงที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นมา
“ตื่นแล้วเหรอ ออคเตเวียส”
เจ้าของนามหันขวับไป และพบว่าเจ้าชายแห่งเผ้าแวร์วูล์ฟกำลังยืนส่งยิ้มพร้อมกับยกถาดอาหารมาให้
“อเล็กซ์..” ออคเตเวียสเรียกชื่อเขาอย่างงง ๆ “..นี่มันอะไรกันน่ะ”
“ขอโทษนะที่พามาโดยที่ยังไม่ได้บอก” อีกฝ่ายตอบพลางวางถาดอาหารลงบนโต๊ะข้างเตียง แล้วนั่งลงข้าง ๆ “สงครามกำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว ออคเตเวียส..พี่ชายข้ายกกองทัพทั้งหมดมาที่นี่ก็เพื่อทำศึกชิงดินแดนกับแวมไพร์ตระกูลเอเวอร์ลาสติ้ง..ข้าบอกเขาว่ามีเรื่องต้องสะสางกับเจ้าด้วยตนเองแล้วพามาที่นี่ ที่นี่เป็นฐานทัพของพวกเราแวร์วูล์ฟน่ะ”
เจ้าชายหนุ่มมีริ้วรอยของความเครียดปรากฏชัดในแววตา นอกเหนือจากนั้นก็ยังมีความกลัวที่จะต้องสูญเสียบางอย่างปะปนอยู่ด้วย
“ข้ารู้ว่าเจ้าอาจจะไม่ชอบใจเท่าไหร่ แต่นี่เป็นวิธีเดียวที่ข้าจะมั่นใจว่าจะสามารถปกป้องเจ้าได้..” มือหนาช้อนมือบางขึ้นมาแตะที่ริมฝีปากของตนเอง “ขอร้องล่ะ ระหว่างนี้ ช่วยอยู่ที่นี่สักพักเถอะนะ..”
ออคเตเวียสไม่ได้พิศวาสการถูกขังไว้บนหอคอยจริง ๆ นั่นแหละ และถ้าเขาหายตัวไปนาน ๆ พวกพี่ชายก็คงเป็นห่วง โดยเฉพาะสไปแน็กซ์ แต่เพราะมองเห็นความหวั่นไหวในดวงตาสีน้ำตาลคู่นั้น ถึงได้ทำใจปล่อยไปไม่ได้
ร่างบางแสร้งถอนหายใจเฮือกออกมา
“ในเมื่อเจ้ายอมขอร้องข้าแบบอ่อนหวานขนาดนี้แล้ว มันก็ช่วยไม่ได้ละนะ..” อีกอย่าง ถ้าอยู่ที่นี่ก็คงไม่มีปัญหากับพวกอสูรกายด้วย ถ้าปลอกภัยกลับไปซะอย่าง ถึงจะโดนโกรธบ้างแต่ก็ยังพอแก้ตัวกับพี่ ๆ ได้ล่ะนะ “แต่ว่า..แค่ช่วงสั้น ๆ นี่เท่านั้นนะ ต้องรีบจบสงครามเร็ว ๆ แล้วพาข้ากลับไปส่งบ้านด้วยล่ะ”
อเล็กซ์คลี่รอยยิ้มออกมาด้วยท่าทางของคนที่เพิ่งจะยกภูเขาออกจากอก
“รับบัญชา องค์หญิงของข้า”
ออคเตเวียสหัวเราะคิกคักอย่างชอบใจ
“บางทีอยู่แบบนี้นาน ๆ ก็น่าจะดีนะเนี่ย♥..”
เจ้าชายหนุ่มหัวเราะหึหึในลำคอ ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบถาดอาหารมาจากโต๊ะข้างเตียง
“ข้าแอบเอามาให้ ถึงเจ้าจะอยู่ได้ด้วยเลือด แต่กินสักหน่อยดีกว่านะ”
แวมไพร์หนุ่มน้อยพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย แต่แล้วก็กลับชะงักไป รอยยิ้มเจ้าเล่ห์น่ารักคลี่ออกมา
“ป้อนหน่อย♥” เสียงหวานอ้อน “นะ♥”
อเล็กซ์หรี่ตามองอีกฝ่ายคล้ายกำลังชั่งใจ ถึงจะตั้งปณิธานไว้ว่าจะไม่ยอมอ่อนข้อให้พ่อตัวดีง่าย ๆ ก็เถอะ..แต่ถึงยังไงตอนนี้เขาก็พรากอีกฝ่ายมาจากครอบครัวนี่นะ
ตามใจสักหน่อยคงไม่เสียหายหรอกมั้ง ไว้ค่อยไปทวงอำนาจคืนหลังจบเรื่องแล้วก็ได้..
เจ้าชายแวร์วูล์ฟถอนหายใจออกมา
“ก็ได้..แต่แค่ช่วงสั้น ๆ นี่เท่านั้นนะ”
คิดแล้วก็หมายเหตุกับตนเองไว้ในใจลึก ๆ ว่าจบสงครามนี่ลงให้เร็วที่สุดท่าจะดีกว่า ไม่อย่างนั้น เขาจะกลายเป็นทาสของเจ้าแวมไพร์นี่ไปซะก่อน..
เจไลพยายามตามหาพี่ชายอย่างบ้าคลั่ง เขาพยายามไล่ตามกลิ่นอายปีศาจของมานาอย่างเต็มความสามารถ แต่ราวกับฝ่ายนั้นจงใจปั่นหัวเขา จึงได้ปล่อยไอปีศาจออกมาเพื่อล่อให้เขาตามไปยังจุดใดจุดหนึ่ง ก่อนจะลบจิตของตัวเองออกไป นี่เป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วไม่รู้ในระยะเวลา 2 วันที่เขาถูกหลอกให้ไปผิดทาง
ทีแรกไอปีศาจของเจ้านั่นรุนแรงมากที่ทางเหนือของเมือง แต่พอเขาเข้าไปใกล้ จู่ ๆ ไอปีศาจที่เคยคละคลุ้งมาก่อนก็หายไปเหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น แล้วปรากฏอีกทีทางใต้
ตอนนี้ก็เหมือนกัน..เขาตามมันมาจนถึงสถานีรถไฟ ก่อนจะคว้าน้ำเหลวอีกครั้ง ไอปีศาจโผล่ขึ้นมาอีกครั้งที่แถวย่านการค้า..
เจไลรู้ดีว่าไม่ควรยอมให้ตนเองถูกปั่นหัว ความเจ็บใจที่ถูกปฏิบัติราวกับเป็นของเล่นโดนศัตรูที่มองไม่เห็นบาดลึกในจิตใจของเขามากพอ แต่มันไม่มีวิธีอื่นที่จะตามรอยเจ้านั่นได้นอกจากวิธีนี้
มานา บารี่ เป็นปีศาจกลุ่มที่ถนัดการล่อลวงอยู่แล้ว ดังนั้น ที่เขาควรจะต้องทำก็คือ รีบตามหาแกนหลักที่ปล่อยไอปีศาจออกมาของมันให้เจอ แต่ว่า..
ร่างสูงเพรียวหยุดยืนพิงเสาหน้าสถานีรถไฟ ไม่สนใจต่อสายตาของพวกมนุษย์ที่กำลังจะออกไปทำงานพวกนั้นมองมา ชายหนุ่มหอบหายใจหนักหน่วงด้วยความเหนื่อยล้า แวมไพร์แข็งแรงกว่ามนุษย์ แต่ก็ไม่ได้เป็นภูตผีที่ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย..การวิ่งเทียวไปเทียวมารอบเมืองที่ใหญ่โตอย่างคลูชย่อมทำให้เขาเสียแรงไปไม่น้อยอยู่แล้ว
ในขณะที่กำลังคิดจะตามหาต่อ ในท่ามกลางฝูงชนที่สัญจรไปมา ร่างสูงของชายหนุ่มชาวเอเชียคนหนึ่งหยุดยืนแล้วหันมาเผชิญหน้ากับเขา คิ้วเรียวเหนือดวงตาสีเฮเซลนัทเลิกขึ้นด้วยความประหลาดใจ ฝ่ายนั้นจำเขาได้เช่นเดียวกับที่เขาจำอีกฝ่ายได้..
ในคืนนั้นที่โยฮันน์รู้ความจริงเพียงว่าเจโนเป็นแวมไพร์ เขาเคยปะทะกับนักล่าชาวเอเชียตรงหน้า
แววตาประหลาดใจของจีฮุนค่อย ๆ กลายเป็นความเกลียดชัง
“แก..”
ถึงจะถูกสั่งห้ามไม่ให้ทำอะไรเอิกเกริกตอนกลางวันที่คนพลุกพล่าน แต่เจไลก็เอื้อมมือไปจับดาบที่สะพายอยู่บนแผ่นหลัง งานนี้คงเลี่ยงการต่อสู้ไม่ได้แล้ว
นับตั้งแต่ได้ซีอาโร่มาดูแล จัลเลอร์ก็รู้สึกสดชื่นขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ แต่ถึงอย่างนั้น ก็ยังมีเรื่องทุกข์ใจเพราะปัญหาชีวิตรักของน้องชายคนที่ 3 อยู่ดี..
เขาไม่เชื่อว่าเอลริคจะตาย..อย่างน้อยก็ไม่ใช่ฝีมือของอนาคิม..เจ้ากัรม์นั่นฆ่าสหายของเขาคนนี้ไม่ได้หรอก แต่เพราะไม่รู้ที่มาที่ไปของเหตุการณ์ ซ้ำยังไม่มีข้อมูลให้สืบมากไปกว่านี้ เขาจึงทำอะไรไม่ได้ ที่สำคัญตอนนี้ก็คือ ต้องทำให้มาร์เช่ออกจากห้องมายอมกินอาหารบ้างเสียก่อน
จัลเลอร์ขอให้ซีอาโร่ช่วยเข็นรถเข็นมาส่งที่หน้าห้อง แต่หลังจากพยายามเคาะเรียกอยู่นานก็ไม่มีเสียงตอบกลับมา ทำให้เขาเริ่มสงสัย..
ชายหนุ่มเหลือบตาขึ้นมองคนรัก ก่อนจะตัดสินใจเปิดประตูเข้าไป
..ภายในห้องนั้นว่างเปล่า..
“มาร์เช่..”
ในตอนนั้นเอง ที่เบ็คก้าเดินหอบกองผ้าปูที่นอนที่เอาไปเปลี่ยนขึ้นมาพอดี
“เบ็คก้า” พี่ใหญ่แห่งตระกูลบลัดไนท์หันไปเรียกสาวใช้แทน “มาร์เช่ไปไหน”
“คุณชาย 3 ออกไปข้างนอกตั้งแต่เมื่อคืนแล้วค่ะ” เมดสาวตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบของตุ๊กตาศพ
“ออกไปข้างนอกเหรอ” จัลเลอร์มุ่นคิ้ว
“ค่ะ” เบ็คก้าตอบ “นอกจากนี้แล้วคุณชายเจโน คุณชายเจไลกับคุณชายแองกัสก็ยังหายตัวไปไม่สามารถระบุตำแหน่งได้ คุณชายออคเตเวียสบอกว่าจะไม่กลับบ้าน แล้วก็มีคุณชายแมกซิลอสที่บอกว่าจะไปอยู่กับท่านจาชัวร์ด้วยค่ะ”
จัลเลอร์มุ่นคิ้วหนักกว่าเดิม เขาหันไปมองหน้าซีอาโร่ก่อนจะหันกลับมาที่เบ็คก้า
“ช่วงเวลาแบบนี้แท้ ๆ ..แต่ไม่อยู่บ้านกันเลยสักคนงั้นเหรอ..”
วันนี้ท่านผู้บัญชาการกับรองฯ ก็ยังไม่มาทำงานอีกเช่นเคย เชลดอนจึงสามารถฉวยโอกาสที่เข้าไปส่งเอกสาร สำรวจโต๊ะทำงานของหัวหน้าได้โดนสะดวก เพราะในช่วงชุลมุนแบบนี้ไม่มีใครเข้ามาสนใจเขาอยู่แล้ว
อันที่จริงทีแรกเขาก็ไม่ได้ตั้งใจจะค้นหาอะไรมากมายนักหรอก แต่พอเจอข้อสงสัยที่เขตเข้า มันก็เลยชวนให้อยากรู้ขึ้นมาจริงจังเท่านั้นเอง
สายตรวจหนุ่มรื้อกองกระดาษบนโต๊ะขึ้นมาดู แต่ก็ไม่พบอะไร พอดีเสียงเรียกแว่ว ๆ ของเอมิล เบเยอร์ ดังเข้ามา เขาจึงได้รีบร้อนวางพวกมันกลับลงไปตามเดิม ก่อนจะขยับตัวออกมาจากหลังโต๊ะ
ปึก!!
ด้วยความเร่งร้อน ทำให้ร่างบางชนเอาลิ้นชักล่างของโต๊ะเลื่อนออกมา
เชลดอนส่งเสียงร้องออกมาเบา ๆ ด้วยความตกใจ ก่อนจะก้มตัวลงหวังเพียงแค่จะดันมันกลับเข้าที่ตอนที่สายตาของเขาสะดุดเข้ากับอะไรบางอย่างในนั้น..
สายตรวจหนุ่มผิวสีย่อตัวนั่งลง มือเรียวเล็กสอดเข้าไปดึงกระดาษปึกหนึ่งออกมาจากลิ้นชัก
กระดาษสีน้ำตาลจำนวนหนึ่งเป็นประกาศจับพร้อมรูปถ่าย ไม่ใช่ของทางการแน่ ๆ เพราะเขาไม่คุ้นหน้าตาคนร้ายพวกนี้เลย และคำตอบมันก็แจ่มชัดด้วยตัวหนังสือที่จั่วหัวไว้ว่า ประกาศจับขององค์กรนักล่าปีศาจ
คนร้ายพวกนี้คือปีศาจมีค่าหัว..พวกปีศาจมีอยู่จริง นักล่าก็มีอยู่จริง เชลดอนไพล่นึกไปถึงผู้ชายผมทองที่อ้างตนเป็นนักล่าที่เคยเจอในมอลโดว่า ตอนนั้น หมอนั่นพูดไว้ว่าอะไรนะ..
..เจ้าเองก็ดูไม่น่าใช่คนโง่ น่าจะรู้แก่ใจดีนะว่านี่ไม่ใช่ฝีมือมนุษย์..
ทุกอย่างลงตัวแล้ว คดีมหัศจรรย์ที่หาคำอธิยาบไม่ได้เกิดจากพวกปีศาจ ผู้บัญชาการก็รู้เรื่องนี้ดีถึงได้มีประกาศพวกนี้เก็บไว้ ถ้าอย่างนั้นแล้ว ทำไม..ทำไมถึงต้องเบนคดีออกจากพวกปีศาจทุกครั้งไปกันล่ะ
..มีเหตุผลอะไร..
เชลดอนมองกลับลงไปในลิ้นชัก และสิ่งที่เขาพบก็คือรูปถ่ายใบหนึ่ง..
เสียงเรียกของเอมิลดูจะห่างไกลออกไป มือของสายตรวจหนุ่มสั่นเทา ขณะมองภาพถ่ายขาวดำของผู้ชายในชุดขุนนางรุ่นเก่าโบราณที่ไม่ว่ามองยังไงก็เป็นภาพของผู้บัญชาการซีอาโร่ พานิก้า วาคาน..เขานั่งอยู่บนบัลลังก์หรูหราราวกับอยู่ในพระราชวังที่ไหน รอยปากกาเลือน ๆ เขียนไว้ที่มุมล่างของรูปถ่าย
..1430..
เชลดอนรู้แล้วว่าทำไมสำนักงานเขตถึงบอกว่าไม่มีคนชื่อซีอาโร่ พานิก้า วาคานเกิดในปีที่ระบุไว้ในประวัติ..
..นั่นก็เพราะเขา..เกิดมาก่อนหน้านั้นนานแล้วนั่นเอง..
ลึกเข้าไปในตรอกที่ทั้งมืดและแคบ หลุยส์สะบัดเท้าเดินเข้าไปอย่างไม่ใคร่จะเต็มใจนัก ไม่รู้ว่าโซทีคุสจะพิศวาสอะไรที่แบบนี้นัก
ไนท์แมร์หนุ่มหยุดยืนเมื่อสัมผัสได้ถึงตัวตนของเพื่อนร่วมงาน สูงขึ้นไปบนยอดอาคาร นกฮูกสีดำร่อนลงมาเกาะขอบตึก ขณะที่ฝั่งตรงข้ามมีร่างของผู้ชายสวมชุดตัวตลกนั่งไขว่ห้างอยู่ติดกับผู้ชายในชุดขุนนาง และข้างกายเขา เด็กผู้หญิงในชุดฟูฟ่องปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับชายหนุ่มในชุดจีนเงียบ ๆ
“เรียกประชุมแบบนี้ มีธุระอะไรกันแน่ โซทีคุส” หลุยส์ถามออกไปด้วยความหงุดหงิด เขารู้ดีว่าอีกฝ่ายจะต้องมาแล้วแน่ ๆ ถึงจะมองไม่เห็นตัวก็เถอะ..
“อนาคิมตายแล้ว..” เสียงแหบแห้งตอบกลับมา “..เจ้าพอจะรู้บ้างไหม หลุยส์..”
ไนท์แมร์หนุ่มพยายามไม่แสดงสีหน้าออกมา
“แล้วข้าจะไปรู้ได้ยังไงกัน”
“งั้นเหรอ..” โซทีคุสลากเสียงยาว แม้ไม่ได้พูดอะไรต่อจากนั้น แต่จากสายตาของคนอื่น ๆ ที่มองมาทางตนอย่างคลาแคลงก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้หลุยส์รู้สึกตัว
เขาลอบสบถกับตัวเองเบา ๆ
..เขาเกลียดโซทีคุสที่รู้ไปซะทุกเรื่องตรงนี้นี่แหละ..
“แต่ก็เอาเถอะ..” เสียงแหบแห้งว่าต่อ “ไม่รู้ก็ไม่เป็นไร”
หลุยส์กำหมัดแน่น
“จะว่าไปแล้วนะ มานา” ชายในชุดตัวตลอกเอ่ยทำลายบรรยากาศเครียดขมึงด้านล่างขึ้นมา “เจ้าปล่อยไอปีศาจของตนเองออกไปคลุ้งเมืองคิดจะทำอะไรกันแน่”
เจ้านกฮูกหันไปมองเขาด้วยดวงตากลมโต
“ไม่มีอะไรหรอก จอห์น ก็แค่เกมไล่จับของข้าน่ะ” เสียงชายหนุ่มตอบ “โซทีคุสก็ไม่ได้ว่าอะไรนี่ จริงไหม”
ผู้เป็นดั่งผู้นำของกลุ่มหัวเราะออกมา
“นั่นสินะ จะทำอะไรก็ตามใจเจ้าเถอะ บารี่”
“แล้วตกลงเรียกพวกเรามามีอะไรกันแน่” เอิร์ลดอมในร่างเด็กผู้หญิงถามบ้าง “คงไม่ใช่แค่แจ้งข่าวไร้สาระแบบนี้ใช่ไหม”
โซทีคุสหัวเราะหึหึ
“ถูกอย่างที่เจ้าว่า เอิร์ลดอม..” เสียงแหบแห้งตอบ “พี่น้องอสูรกายแห่งนรกภูมิเอ๋ย..ข้ามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะแจ้งให้พวกเจ้าทราบว่า..เวลาของพวกเรามาถึงแล้ว”
ความยินดีแผ่ซ่านไปทั่วทั้งกลุ่มของเหล่าคนที่มาชุมนุมกัน
“งั้นก็หมายความว่า..” จอห์นแลบลิ้นเลียริมฝีปากอย่างกระหาย
“ใช่..” โซทีคุสพยักหน้าในเงามืด “..ถึงเวลาออกล่าของพวกเราบ้างแล้ว”