Blood 24 : Revenge and Revenged

posted on 30 Oct 2010 20:14 by baruda

Blood 24 : Revenge and Revenged

 

Is true love truly there, my love?

Yes, if you’re warm hearth is true.

But,

Sadly, sometimes even true love can be broken..

 “โยฮันน์..โยฮันน์” เสียงเรียกแผ่วเบาดังแว่วมา เรียกให้เด็กน้อยที่มุดตัวอยู่ในพุ่มไม้ค่อย ๆ คลานเข่าออกมาพร้อมกับเนื้อตัวมอมแมม ดวงตาสีฟ้ากลมโตสอดส่องมองหาต้นเสียง ก่อนจะพบร่างบางของหญิงสาวผมสีเพลิงยืนรออยู่บนเนิน

เด็กชายออกวิ่งขึ้นไปบนเนินนั้น หวังจะโผเข้าหาอ้อมกอดอบอุ่นที่คุ้นเคย ได้ยินเสียงหวานใสที่ตนรักยิ่งกว่าสิ่งใด แต่แล้วภาพตรงหน้าก็พร่ามัวเมื่อเงาสีดำเคลื่อนไหวรวดเร็วมาจากฟากตรงข้าม กรงเล็บแหลมคมของมันกำรอบลำคอบางระหง มือเรียวขาวเอื้อมมาหาเขา แต่เสียงของเธอกลับกรีดลั่นบอกให้เขาหนีไป

เด็กชายไม่เห็นสิ่งใดนอกจากสีแดง..แดง..แดงฉาน..ไม่ใช่เส้นผมสีเพลิงที่เขารัก แต่เป็นสีของเลือดที่เขาเกลียด..

ร่างที่เคยอบอุ่นเย็นเยียบ เธอนอนนิ่งไม่ไหวติง แม้ว่าเขาจะร้องเรียกเท่าไหร่เธอก็ไม่ยอมตื่นขึ้นมา

เวลาผ่านไป ผู้คนเริ่มเข้ามามุงดู เสียงกระซิบกระซาบดังไม่ขาดระยะ ..จะมีประโยชน์อะไรกัน..ทั้งที่ก็เห็นแต่แรกแล้วแท้ ๆ แต่ทำไมตอนนั้นถึงไม่มีใครเข้ามาช่วย..

“น่าสงสารจริง ๆ”

..เขาไม่ต้องการความเห็นใจจอมปลอมนั่นหรอก..

“..เห็นว่าเป็นฝีมือของพวกบลัดไนท์ใช่ไหม”

“แวมไพร์นอกรีตนั่นน่ะเหรอ”

แววตาของเด็กชายแข็งกร้าว นามนั้นดังก้องอยู่ในหัว

..บลัดไนท์..

..ความเจ็บปวดที่ข้าได้รับในวันนี้ พวกแกจะต้องรับคืนไปเป็นเท่าตัว!!..

 

เสียงกรีดร้องดังแว่วผ่านรัตติกาล แต่เพราะโกดังร้างตั้งอยู่ห่างไกลผู้คนมากเกินไป ต่อให้เขาร้องจนหมดแก้วเสียง ก็คงจะไม่มีใครผ่านมาได้ยิน

พื้นที่แถบนี้อยู่ใกล้ท่าเรือ เวลานี้นักเดินเรือพากันแยกย้ายไปหางานอื่นทำเพื่อรอธารน้ำแข็งละลายกันหมดแล้ว อีกทั้ง พื้นที่นี่ยังเป็นเขตที่อยู่ใกล้กับป่า เคยเป็นทั้งแหล่งกบดานของโจรสลัดและมีข่าวลือเรื่องภูตผีปีศาจ ไม่มีคนดี ๆ ที่ไหนผ่านมา อีกทั้งน้อยคนนักจะรู้จักมัน ..เขาเอง ถ้าไม่ถูกนำทางมาก็คงมาไม่ถูกเหมือนกัน..

เลือดแดงฉานหยดลงบนพื้น ร่างบางไม่สมบุรุษสั่นสะท้านด้วยความเจ็บปวดจากบาดแผลทั่วร่าง คมดาบทิ้งรอยแผลเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างที่จงใจสร้างความเจ็บปวดมากกว่าจะจงใจให้ถึงตายนับไม่ถ้วนไว้บนผิวขาวซีดเปลือยเปล่าซึ่งเสื้อที่ใส่มาถูกถอดออกไป สองขาเรียวสั่นระริกและคงจะทรุดลงไปแล้วถ้าไม่ใช่ว่าสองแขนถูกเชือกเงินรวบมัดไว้เหนือศีรษะ ผิวสัมผัสจากมันทำให้แวมไพร์อย่างเขากระชากไม่หลุด ทั้งยังบาดลึกลงไปในข้อมืออีกด้วย

คนตรงหน้าราวกับไม่ใช่ผู้ชายที่เขารู้จัก แววตาสีฟ้ามองมาอย่างเย็นชาดุจน้ำแข็งที่จับตัวอยู่บนผิวน้ำข้างนอกนั่น มองราวกับไม่รู้จัก มองราวกับไม่เคยผูกพัน ราวกับความรักที่เคยมีได้ปลาสนาการไปจนสิ้นและถูกความคั่นแค้นโถมลงมาแทนที่ ราวกับทุกสิ่งที่ผ่านมาเป็นแค่ภาพลวงตา..

..มันทำให้เจ็บปวด..เจ็บยิ่งกว่ารอยแผลบนร่างกายนี้เสียอีก..

“ทำไม..” เจโนเงยดวงตาสีดำที่กลับไปว่างเปล่าเหมือนเมื่อแรกพบพานระหว่างทั้งคู่ น้ำตาไหลลงอาบดวงหน้างามช้า ๆ

“ทำไมงั้นหรือ..” โยฮันน์ทวนคำพลางเลิกคิ้วขึ้นอย่างเสแสร้ง ดาบในมือตวัดวูบกรีดรอยแผลเรียกเลือดบาง ๆ บนแผ่นอกขาวเนียนอย่างรวดเร็วยิ่งกว่าจงอางฉกเหยื่อ

“อึก!!” แวมไพร์หนุ่มกัดฟันข่มเสียงกรีดร้อง นักล่าตรงหน้ารู้ดีว่าแผลแค่นี้ไม่ทำให้เขาตาย และดูเหมือนจะจงใจให้เป็นอย่างนั้น และจริงอยู่ที่แผลแค่นี้ไม่น่าเจ็บอะไร แต่เพราะมันเกิดจากดาบปราบปีศาจ ความแสบร้อนจึงแล่นปลาบจากรอยแผลเข้าสู่หัวใจในทันที

เจโนหอบหายใจหนักหน่วง ศีรษะฟุบตกลง ..คนตรงหน้าจงใจปล่อยให้เขาทรมาน..

ความเจ็บปวดที่ทำเอาสติรางเลือน แต่เขาต้องฝืนมันไว้ให้ได้ จะหลับไม่ได้เป็นอันขาด..ศัตรูของเขาคืออะไร เขารู้ดีอยู่แก่ใจ และถ้าต้องถูกจับได้ละก็ สู้ขาดใจตายไปตรงนี้เลยยังจะน่าพิศสมัยกว่า..

“จะบอกว่าจำไม่ได้งั้นหรือ..” ร่างสูงสืบเท้าเข้ามาใกล้ “งั้นข้าจะบอกให้เอาไหม..”

คมดาบเย็น ๆ พาดลงมาบนแผ่นอกบาง ขณะที่ใบหน้าหล่อเหลาร้ายกาจโน้มลงมาใกล้ กระซิบถ้อยคำด้วยความแค้นทั้งหมดที่มี

..โยฮันน์รักเจโนที่เป็นแวมไพร์ได้..แต่ไม่ใช่คนของตระกูลบลัดไนท์..

 “..เมื่อ 13 ปีก่อน..ที่เมืองนี้ แวมไพร์จากตระกูลบลัดไนท์ฆ่าแม่ของข้า”

ดวงตาสีดำเบิกกว้างขึ้น แต่แล้วก็ปรือปิดลงอย่างผู้ที่ยอมรับในชะตากรรมของตัวเอง

..มันเป็น..บาปที่เขาต้องแบกรับไว้สินะ..

“นั่นสินะ เจ้าพูดว่าเกมล้างแค้นด้วยนี่นา..” เจโนเอ่ยเสียงแผ่วเบา ดวงหน้างามเงยขึ้นพร้อมด้วยน้ำตาที่เอ่อคลอ ริมฝีปากบางซีดเผยรอยยิ้มเจ็บปวดราวกับเยาะหยันในโชคชะตา

 “พวกเราไม่น่ามาเจอกันเลยจริง ๆ”

..ไม่น่าที่จะ..มารักกันเลยจริง ๆ..

..ถ้าไม่ได้รักเจ้าละก็..ข้าคงไม่เจ็บปวดถึงเพียงนี้ใช่ไหม..

 

เมื่อขาดทั้งผู้บัญชาการและรองผู้บัญชาการพร้อมกัน กรมตำรวจก็วุ่นวายเสียยิ่งกว่าผึ้งขาดนางพญา ไม่มีใครออกคำสั่ง พวกเจ้าพนักงานชั้นล่างก็ไม่รู้ว่าตนควรจะทำอะไรก่อนดี บางคนที่มีหน้าที่ประจำอย่างลาดตระเวนก็ออกไปทำหน้าที่ด้วยความกระวนกระวาย ผู้พันเฮอร์แมนซึ่งมีอาวุโสและตำแหน่งสูงที่สุดรองจากรองผู้บัญชาการเอสปาด้าเข้ามาทำหน้าที่บริหารแทนชั่วคราว ระหว่างที่ทีมตำรวจทีมหนึ่งถูกตั้งขึ้นเพื่อตามหาตัวผู้บัญชาการและรองผู้บัญชาการที่หายตัวไป เอมิล เบเยอร์ก็เป็นหนึ่งนั้น แต่ไม่มีหน้าที่สำหรับเชลดอน..อูเกน เฮอร์แมน เป็นหนึ่งในพวกเหยียดสีผิว..

หากเป็นยามปกติ สายตรวจหนุ่มคงนึกน้อยใจในชะตาและตัดพ้อถึงผู้บัญชาการก่อนจะลงไปคุมพวกนักโทษฆ่าเวลาไปแล้ว แต่สำหรับตอนนี้ การที่ไม่ใครมาสนใจเป็นสิ่งที่เขาพอใจอย่างมาก

เพราะนั่นหมายความว่าจะไม่มีใครว่าอะไรสักคำ ถ้าเขาจะโดดงานไปทำธุระส่วนตัวบางเรื่องแทน..

เชลดอนเริ่มจากห้องสมุดของกรมตำรวจก่อน ที่นั่นมักจะมีข้อมูลของเจ้าพนักงานโดยละเอียดเก็บไว้เสมอ

การตามหาแฟ้มของผู้บัญชาการไม่ใช่เรื่องยาก แต่ในนั้นกลับไม่มีอะไรที่เขาต้องการเลยสักนิด จริงอยู่ที่ข้อมูลของนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่จะถูกเก็บเป็นความลับเพื่อความปลอดภัย แต่นี่มันน้อยเกินไป..

บนหน้ากระดาษแผ่นเดียวที่มี มีแค่รูปถ่าย ชื่อ นามสกุล วันที่เข้าทำงาน วันเข้ารับตำแหน่ง ไม่มีทั้งที่อยู่หรืออะไรที่บอกถึงเจ้าตัว ถัดลงมาหน่อยก็เขียนไว้แค่อายุ และวันเกิดเท่านั้น

เชลดอนพยายามหามากกว่านี้ แต่เพราะภายในกำลังวุ่นวาย คงไม่มีใครว่างมารับเรื่องร้องขอข้อมูลของเขา อีกอย่าง ถ้าทำอะไรโจ่งแจ้งมากไปก็จะถูกสงสัยเอาได้อีก

คนดูแลห้องสมุดชะโงกหน้าเข้ามาบอกเขาด้วยท่าทีรังเกียจว่าถึงเวลาปิดแล้ว เชลดอนมองดูนาฬิกา ..ดึกมากแล้วจริง ๆ สายตรวจหนุ่มไม่มีทางเลือกนอกจากจดข้อมูลเท่าที่มี แล้วเดินออกมา

บนท้องถนนยังคงมีคนสัญจรอยู่บ้าง แต่สองข้างทางต้องเปิดไฟให้ความสว่างแล้ว เชลดอนห่อตัวด้วยความหนาวอยู่ในเสื้อหนาวสีดำของกรมตำรวจ ลมหายใจของเขาเป็นสีขาว สองเท้าก้าวเดินกลับบ้านพลางนึกว่าพรุ่งนี้จะทำอย่างไรต่อไป และไพค์จะมารอเขาที่บ้านนานรึยัง ถึงจะไม่มีกุญแจให้ แต่ฝ่ายนั้นก็คงงัดเข้าไปเองได้ ไม่น่าจะยืนแข็งรออยู่ข้างนอกหรอกนะ ถึงจะชอบทำอะไรบ้า ๆ อยู่บ้างก็เถอะ..

ร่างเล็กบางสะบัดศีรษะตัวเองแรง ๆ

..จะไปคิดถึงคนลามกพรรค์นั้นทำไมกันน้า..เรานี่..

 

ไพค์ไม่เคยศรัทธาในศาสนา เขาไม่เชื่อทั้งพระเจ้าและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ชายหนุ่มเติบโตมาในเขตยากจนของเยอรมนี เขาใช้ชีวิตอยู่มาด้วยการช่วงชิงและแก่งแย่ง ในชีวิตของไพค์ สไตน์เนอร์ ไม่เคยมีบัญญัติศัพท์เรื่องชื่อเสียง เกียรติภูมิหรืออะไรทำนองนั้น พวกโจรกระจอกที่เข้ามาเป็นลูกน้องของเขาคิดว่าเขากล้าหาญที่เดินทางข้ามมายังต่างแดนเพื่อปักหลักหากิน แต่แท้จริงแล้วมันไม่ใช่..เขากระเสือกกระสนมาที่นี่ก็เพราะหากินในประเทศตัวเองไม่รอดต่างหาก ตำรวจและทหารของเยอรมนีเข้มงวดมาก คนที่เอาตัวรอดได้ล้วนมีฝีมือมากกว่าเขา ไพค์ถึงได้เลือกทางเดินที่ง่ายกว่า เขาขี้ขลาดแต่ฉลาดพอ ทว่าไม่ได้กล้าหาญอย่างที่พวกมันเข้าใจ

เพราะแบบนั้น ในวินาทีแรกที่เขาเห็นข่าวบนหน้าหนังสือพิมพ์ เรื่องของตำรวจผิวสีนายแรกในคลูช แรกทีเดียวหัวขโมยรู้สึกว่าร่างเล็ก ๆ นั่นช่างโง่เขลา ไม่เข้าใจความโหดร้ายของชีวิตเอาเสียเลย แต่แล้ว ข่าวยังคงออกมาเรื่อย ๆ ว่านายตำรวจผิวสียังคงทำหน้าที่ต่อไป แม้ว่าจะถูกเอาเปรียบและจำกัดสิทธิ์เพียงไหนก็ตาม ไพค์จึงเริ่มเข้าใจว่าแท้จริงแล้วตำรวจคนนั้นไม่ได้โง่ หากแต่กล้าหาญและเต็มไปด้วยความทระนงในศักดิ์ศรี ต่อให้ถูกเหยียดหยามเท่าไหร่ก็ยังยืนหยัดที่จะสู้ จากการติดตามข่าวอย่างสนใจ นำไปสู่การหลงรักคนที่ไม่เคยพบพาน และเขาก็เริ่มทำทุกอย่างเพื่อให้เข้าใกล้อีกฝ่ายจนกระทั่งกลายเป็นอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้..

เขารักเชลดอน..และเพื่อคนที่รัก..ไพค์ยอมแม้กระทั่งทิ้งความคิดของตนเอง

เขาเดินเลี้ยวเข้าไปในโบสถ์..

มันเป็นเวลามืดแล้ว ไม่มีใครเข้ามาใช้บริการที่นี่เลยนอกจากเขา..ห้องโถงว่างเปล่า ไพค์เดินไปหยุดอยู่ตรงหน้ารูปสลักของเยซูไครส์ มองด้วยแววตาเรียบเฉย ขณะคิดว่าจะทำยังไงต่อ

เขาต้องการนักบวช ซิสเตอร์ หรือใครสักคนที่มีความรู้พอจะตอบเขา เขาต้องการรู้ว่าเชลดอนกำลังเผชิญหน้ากับอะไร และอะไรที่จะจัดการกับมันได้..

สายลมยะเยือกพัดเข้ามาไล้ท้ายทอยของเขา หัวขโมยหันหลังไป ผู้ชายคนหนึ่งยืนยิ้มอยู่ตรงนั้น มีหลายสิ่งที่ดูประหลาดในตัวเขา ทั้งเส้นผมสีขาว และดวงตาสีแดง

“ใคร..” ไพค์ถามสั้น ๆ แต่อีกฝ่ายไม่ตอบ

“ข้ารู้ว่าเจ้าต้องการอะไร” ฝ่ายนั้นเอ่ยยิ้ม ๆ แววตาเป็นประกายระริก

ไม่น่าไว้ใจเลย..แต่..ไพค์ชะงัก..เขาเองก็ไม่ใช่คนที่จะว่าคนอื่นในเรื่องนั้นได้หรอก..

ไดโบลยังคงยิ้มประหลาด ขณะเอ่ยต่อไปอย่างไม่ใส่ใจนัก

“..และ..เจ้ามาถูกที่แล้ว”

 

ทั้งที่ในใจก็ปฏิเสธจนแทบคลั่ง แต่สุดท้าย เชลดอนก็ยังคงแวะซื้อเนื้อหมูกับขนมปังมาสำหรับทำ Bulette mit Pommes* ให้เจ้าหัวขโมยชาวเยอรมันนั่นกินอยู่ดี ..ไม่..เขาไม่ได้ชอบเจ้าโรคจิตนั่นหรอก แค่กะจะตอบแทนความใจดีที่ช่วยปลอบขวัญเขาเมื่อคืนนี้เท่านั้นเองต่างหากล่ะ

ตำรวจหนุ่มแทบจะไม่ตกใจเลยสักนิดเมื่อพบว่าไฟในห้องเช่าของตนเปิดอยู่ก่อนแล้ว ทั้งที่กุญแจก็ยังอยู่กับตัว จะว่าไปแบบนี้ก็เท่ากับว่าเขาสูญเสียสัญชาตญาณในการป้องกันตัวขั้นพื้นฐานของมนุษย์ที่พึงจะมีไปแล้วรึเปล่านะ

แต่กระนั้น เชลดอนก็ยังไขประตูห้องเข้าไปอย่างใจเย็น มีเสียงกุกกักดังมาจากทางห้องครัว เรียกให้คิ้วเรียวมุ่นเข้าหากันน้อย ๆ

“สไตน์เนอร์..” สายตรวจหนุ่มเรียก ก่อนจะชะโงกหน้าเข้าไปมอง

ไพค์นั่งอยู่ท่ามกลางกองอาวุธจำนวนมากอย่างที่ก่อสงครามย่อม ๆ ขึ้นมาได้เลยทีเดียว ปืนหลากชนิดหลายขนาดกองอยู่เต็มพื้นครัวจนเชลดอนต้องอุทานออกมา

“นี่มันอะไรกัน..”

ไพค์เงยดวงตาขึ้นมองเขา ก่อนจะรีบยิ้มออกมา

“กลับมาแล้วเหรอครับ สายตรวจ”

เชลดอนทำสีหน้าปั้นยากกับเศษดินปืนที่ถูกเทออกมาเกลื่อนพื้น นี่ถ้าเกิดมีเชื้อไฟตกลงไปแม้เพียงนิดละก็..บ้านเขาได้ระเบิดเป็นดอกไม้ไฟแน่..

“นาย..ทำอะไรน่ะ”

“กำลังจะเอาเงินใส่เข้าไปแทนดินปืนพวกนี้น่ะครับ..” หัวขโมยตอบ พลางเอาผงเงินที่ไม่รู้ว่าไปหามาจากไหนบรรจุลงในปลอกกระสุนเปล่า “..พรุ่งนี้ผมจะไปหาเงินเหลวมาอาบผิวนอกของกระสุนพวกนี้ด้วย”

“แล้วทำไปทำไมกันล่ะ” เจ้าของบ้านยังคงทำหน้าดุ

“เพื่อสู้กับสิ่งที่เรากำลังเผชิญอยู่ไงล่ะครับ” ไพค์ตอบโดยไม่เงยหน้าขึ้นมาเพราะมัวแต่ง่วนอยู่กับงาน “มีบาทหลวงที่รู้จักสิ่งที่เรากำลังเผชิญหน้าด้วย เขาบอกวิธีที่จะสู้กับมันมา ผมคิดว่าเตรียมพร้อมไว้ก่อนน่าจะดีกว่า ก็เลยไปเอาปืนพวกนี้มาจากตลาดมือ อย่างน้อยก็คงพอจะปกป้องคุณได้”

 สีหน้าของนายตำรวจร่างเล็กผ่อนคลายลง ก่อนที่เจ้าตัวจะเดินไปวางถุงอาหารลงบนโต๊ะแล้วย่อตัวลงนั่งข้าง ๆ อีกฝ่าย ดวงตาสีดำขลับเฝ้ามองอย่างสงสัย

เขานึกถึงหลาย ๆ คนรอบตัว ทั้งตำรวจในกรมเดียวกัน อูเกน เฮอร์แมน แล้วก็บรรณารักษ์ที่ไล่เขาออกมาด้วยท่าทีรังเกียจ กับคนตรงหน้าที่กำลังทำทุกอย่างเพื่อเขา

“นายนี่แปลกคนจริง ๆ” เชลดอนว่า “ทำไมต้องทำเพื่อฉันขนาดนี้ด้วย”

หัวขโมยหันมายิ้มให้เขา

“เพราะผมรักคุณยังไงล่ะครับ สายตรวจ เพื่อคุณแล้วผมยอมทำได้ทุกอย่างเลย จริง ๆ นะ”

“แม้แต่ฉันจะขอจับนายไปเข้าคุกน่ะเหรอ” ร่างเล็กแกล้งถาม

“ก็ดีเหมือนกันนะครับ มีข้าวกินฟรีแถมได้เจอคุณทุกวันด้วย ผมก็เคยคิดจะใช้วิธีนั้นเพื่อเข้าใกล้คุณเหมือนกันนะ” ร่างสูงตอบอย่างไม่จริงจัง “แต่มันเสียอยู่อย่างตรงที่ไม่สามารถกอดคุณได้นี่แหละ”

สายตรวจผิวสีมองคนตรงหน้าที่กลับไปง่วนกับงานต่อด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกหลากหลาย ครู่หนึ่ง เขาจึงยิ้มออกมา

“นายนี่น้า..” ร่างเล็ก ๆ ขยับโน้มเข้าไปหาคนที่ไม่ทันตั้งตัวเพราะมัวแต่สนใจเรื่องอื่น ก่อนจะประทับจูบลงบนริมฝีปาก ไพค์เบิกตากว้างเหมือนไม่อยากเชื่อ ปลอกกระสุนในมือร่วงลงบนพื้น

“สายตรวจ..” สมองของเขาเหมือนจะหยุดทำงานไปชั่วขณะ

เชลดอนคลี่รอยยิ้มหวาน

“..อยากกอดก็กอดสิ แล้วก็ห้ามหยุดจนกว่าฉันจะบอกด้วยนะ..”

สมองของหัวขโมยหนุ่มเริ่มประมวลผลอีกครั้ง ก่อนที่เขาจะยิ้มออกมา

“ในที่สุดก็ยอมรับรักผมแล้วเหรอครับ สายตรวจ”

“ไม่ได้รักสักหน่อย” เชลดอนตอบยิ้ม ๆ “ก็แค่อยากทำแบบนี้ต่างหากล่ะ”

..ไม่ยอมรับง่าย ๆ หรอกน่า ไม่งั้นก็เหลิงกันหมดพอดีน่ะสิ..

ไพค์หัวเราะออกมาขณะรวบเอวบางเอาไว้ ร่างเล็กก้มลงมาจูบเขาเองอีกครั้ง ขณะที่มือหนาหยาบปลดกระดุมเครื่องแบบสีเข้มออกก่อนจะไล้ลูบไปบนแผ่นอกบางอย่างแสนรัก ริมฝีปากเคลื่อนตามลงไปโลมเลียยอดอกแผ่วเบา

ดวงตาสีดำของนายตำรวจหนุ่มพร่างพรายด้วยแรงอารมณ์ มือเรียวไม่สมหน้าที่การงานเอื้อมลงไปปลดกระดุมกางเกงของร่างสูงอย่างที่เรียกให้เขายิ้มออกมา

“วันนี้ร้อนแรงจังนะครับ สายตรวจ”  ไพค์แซว แต่เชลดอนไม่ตอบ กลับก้มลงใช้ริมฝีปากกระตุ้นแก่นกายของหัวขโมยหนุ่มเงียบ ๆ

“สาย..ตรวจ..” ไพค์ สไตน์เนอร์ ถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะ ริมฝีปากและเรียวลิ้นที่ขยับอย่างเงอะงะกระตุ้นอารมณ์เขาได้ดีกว่าความชำนาญของพวกโสเภณีในเมืองเสียอีก “เดี๋ยว..พอก่อนครับ”

เชลดอนทำหน้าเหรอหรา ไม่รู้ว่าตัวเองทำอะไรผิด เมื่อถูกดันตัวออกมา แต่แล้ว ไพค์ก็กลับเป็นฝ่ายกดตัวเขาลงกับพื้นเสียเอง

“ผมอยากเก็บไว้ปล่อยในตัวคุณมากกว่าน่ะ”  หัวขโมยว่ายิ้ม ๆ พร้อมกับสอดแขนเข้าไปใต้ร่างบาง รั้งสะโพกมนให้ยกสูงขึ้น

ถึงจะเป็นคนเริ่มเองและเตรียมใจไว้แล้ว แต่พอเอาเข้าจริง เชลดอนก็ยังร้องออกมา

“สไตน์เนอร์ เดี๋ยว..”

แต่เสียงทุ้มต่ำกลับเอ่ยกระซิบที่ริมหู ด้วยสำเนียงแปร่งเยอรมันอย่างนุ่มนวล

“ผมรักคุณนะครับ สายตรวจ”

นายตำรวจหนุ่มหยุดขัดขืนแล้วโอบแขนรอบลำคอร่างสูงอย่างเต็มใจ

..ขี้โกงนี่นา..เจอแบบนี้เข้าไปใครจะปฏิเสธลงกันล่ะ.. 

ดวงตาสีดำปรือปิดลงรอรับแก่นกายของอีกฝ่ายเข้ามาในตัว เพื่อเติมเต็มกันและกันเป็นหนึ่งเดียว..

 

เชลดอนนอนคู้ตัวอยู่บนพื้นห้องครัวโดยมีเสื้อของไพค์ห่มคลุมไว้ ขณะที่เจ้าของเสื้อกลับไปง่วนกับการทำงานต่อ

“นี่..” เสียงหวานเอ่ยเบา ๆ “ตกลง..พวกเรากำลังเผชิญหน้าอยู่กับอะไรงั้นเหรอ”

ไพค์ชำเลืองมองมา แต่เพราะร่างบางนอนหันหลังให้ เขาก็เลยมองไม่เห็นสีหน้า และถึงจะไม่อยากให้กังวล แต่มาถึงขั้นนี้มันก็คงปิดไม่ได้อยู่แล้ว

“แวมไพร์ครับ”

“ตกลงมันมีอยู่จริงสินะ..” เชลดอนพึมพำ น่าแปลกที่เขากลับไม่ได้รู้สึกโกรธเลยที่ไม่สามารถปกป้องชื่อเสียงของผู้บัญชาการไว้ได้ ตรงกันข้าม กลับรู้สึกเสียด้วยซ้ำว่าในเมื่อเขาใช้เวลาสืบไม่เท่าไหร่ก็เจอตัวพวกมันง่าย ๆ แบบนี้ แล้วทำไม ผบ. วาคาน ถึงได้ปัดเรื่องคดีแปลกประหลาดทิ้งไปเสียทุกครั้ง

..มันมีเบื้องหลังอะไรอยู่กันแน่..

“ว่าแต่..บาทหลวงคนนั้นเป็นใครกันนะ ทำไมถึงได้รู้เรื่องแบบนี้ได้ล่ะ” เขาถามต่อ “ทำไม..ถึงนายบอกวิธีพวกนี้กับนาย..”

ไพค์เงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยตอบ

“เรื่องนั้นผมเอง..ก็ไม่ทราบเหมือนกันครับ..”

 

ไดโบลยืนอยู่เพียงลำพังเบื้องหน้ารูปสลักของพระคริสต์ตรึงกางเขน ดวงตาสีแดงเรื่อเรืองด้วยอารมณ์บ้าคลั่งแหงนขึ้นมองภาพวาดบนเพดานโบสถ์ที่เต็มไปด้วยเทพเทวารายล้อมรอบพระผู้เป็นเจ้า

..พระเจ้าของเขา..ของเขาคนเดียวเท่านั้น..

เสียงหัวเราะคิกคักดังสะทอนไปในความเงียบงันของโบสถ์ มือเรียวขาวที่เต็มไปด้วยกรงเล็บแหลมคมเอื้อมออกไปราวกับจะไขว่คว้าหาองค์ผู้อยู่เหนือสรรพสิ่งทั้งปวง

“แด่ท่าน..พระเจ้าของข้า..พวกปีศาจ..จะต้องหายไปให้หมด”

 

เจโนไม่รู้ว่าเวลามันผ่านมาเท่าไหร่แล้ว รอยแผลนับไม่ถ้วนบนร่างกายแข่งกันส่งความเจ็บปวดอย่างที่ยากจะทานทน นี่ถ้าหากเขาเป็นมนุษย์ก็คงตายไปแล้ว และถ้าหากใจไม่แข็งพอก็คงจะหมดสติไปแล้ว

ดาบปราบปีศาจมักมีคมที่ทำจากเงินเป็นหลัก ดังนั้น เมื่อโดนมันบาดเข้าแม้เพียงเล็กน้อย ก็ยังสร้างความรู้สึกปวดแสบปวดร้อนให้กับพวกแวมไพร์อย่างเขาได้ และที่สำคัญก็คือร่างกายจะไม่สามารถฟื้นตัวจากบาดแผลเหล่านี้ได้

ฝีมือดาบของโยฮันน์จัดอยู่ในขั้นยอดเยี่ยม นักล่าหนุ่มลงมืออย่างเฉียบขาด เล่นงานจุดที่สร้างความเจ็บปวดได้มากที่สุด และเลี่ยงจุดตายได้อย่างน่าทึ่ง จงใจไม่ให้เขาตาย แต่จะเก็บไว้ให้ทรมานมากกว่านี้..

เลือดปีศาจหยดลงนองพื้นเต็มไปหมด เชื่อได้เลยว่า ต่อให้ไม่มีเชือกเงินกับวงเวทย์ผนึก เจโนก็คงหนีไปไหนไม่รอดอยู่ดี

แวมไพร์หนุ่มหอบหนัก ลมหายใจคล้ายจะขาดห้วงได้ทุกขณะ โยฮันน์ยังคงถือดาบในมือ สองเท้าก้าววนสำรวจเหยื่อตรงหน้าอย่างพิเคราะห์

“อึดกว่าที่คิดเยอะเลยนะ บลัดไนท์..ขนาดนี้แล้วยังคงสติไว้ได้อีกงั้นเหรอ” เขาหยุดตรงหน้าอีกฝ่าย มือหนาช้อนดวงหน้างามให้เงยขึ้นสบตา “ท่าทางก็ดูจะไม่เจ็บปวดเท่าไหร่เลยนี่ แบบนี้ไม่ดีเลยแฮะ..”

..ความเจ็บปวดที่ข้าได้รับในวันนี้ พวกแกจะต้องรับคืนไปเป็นเท่าตัว!!..

ความคิดหนึ่งผุดพรายขึ้นมา รอยยิ้มเจ้าเล่ห์คลี่ออกช้า ๆ

“งั้น..เรามาเปลี่ยนวิธีกันดีกว่านะ”

ดวงตาสีดำมองร่างสูงตรงหน้าเหมือนไม่เข้าใจ แล้วในวินาทีต่อมา มันก็เบิกกว้างขึ้น

“ไม่!!” เสียงหวานร้องออกมา เมื่อดาบเงินสอดเข้ามาด้านในแล้วกระชากเสื้อของตนขาดออก ตามด้วยกางเกง

ร่างกายบอบบางไม่สมบุรุษเผยออกทุกสัดส่วน บนผิวขาวจัดเต็มไปด้วยรอยแผลจากดาบ ทว่ากลับดูงดงามเสียมากกว่าจะดูน่าเกลียด..

โยฮันน์มองดูสีหน้าตื่นตระหนกของอีกฝ่ายแล้วก็ยิ้มออกมาอย่างพึงใจ

“ท่าทางวิธีนี้จะได้ผลกว่าจริง ๆ ด้วยสินะ” ว่าพลางสอดดาบเก็บเข้าไปในฝักข้างเอว แล้วสืบเท้าเข้าหาร่างบางที่ดูจะเกร็งตัวขึ้นมาทันที

“ไม่..ไม่เอานะ โยฮันน์..”

ภาพอดีตพร่าเลือนดูจะไหลทะลักเข้ามาในหัวอย่างไม่จบสิ้น เสียงหัวเราะของมัน..กลิ่นคาวเลือด แล้วก็ความเจ็บปวดที่ได้รับ..

..ไม่!!.. 

แววตาสีฟ้าแข็งกร้าว

“คิดว่าข้า..จะฟังคำของคนอย่างเจ้ารึไง”

“ไม่!!”

เจโนร้องเสียงหลงเมื่อโยฮันน์ถอดถุงมือของตนเองออกแล้วไล้ไปบนแก่นกายของตน แว่วเสียงหัวเราะของอีกฝ่ายดังอยู่ริมใบหู

“ไม่น่าเชื่อว่าพวกผีดิบอย่างแกยังมีความรู้สึกแบบนี้เหลืออยู่ด้วย..” นักล่าว่า “ไม่สิ..แวมไพร์น่ะไวต่อความรู้สึกแบบนี้มากเป็นพิเศษเลยนี่นะ ทั้งที่เป็นแค่ผีดิบแท้ ๆ น่ารังเกียจจริง ๆ ว่าไหม”

ร่างบางสั่นสะท้านกับสัมผัสจาบจ้วงที่ได้รับ และความตื่นตัวของร่างกายตนเองที่ไม่สามารถปกปิดไว้ได้ แววตาสีดำเต็มไปด้วยความสับสน ราวกับภาพของใครสักคนได้ซ้อนทับลงมากับคนตรงหน้า เจ้าของเสียงหัวเราะที่ดังก้องอยู่ในหัว และตามหลอกหลอนเขามาจนถึงทุกวันนี้

..เจโน..เจ้าเป็นของข้า..ของข้าคนเดียวเท่านั้น..

..มานา บารี่!!..

ดวงหน้างามซีดเผือดลงทันตา

..ไม่!!..

ปลายนิ้วที่หยาบจากการจับดาบมาเป็นเวลานานบดสัมผัสลงบนยอดอกสีสวยรุนแรงจนเจโนหลุดเสียงร้องออกมา ก่อนจะไล่เรื่อยต่อไปยังช่องทางด้านหลัง

แวมไพร์หนุ่มสะดุ้งเฮือก

อ๊า!!” เสียงหวานกรีดออกมา เมื่อชายหนุ่มแทรกนิ้วทั้งสามเข้าไปในคราวเดียว ความอึดอัดระคนเจ็บปวดแทรกขึ้นมาปนเปไปกับอารมณ์ที่ถูกกระตุ้นให้สูงขึ้นจากมืออีกข้างของนักล่าที่หยอกล้อกับแก่นกายของเขาจนสติพร่าเลือน

แต่แล้ว..ก่อนที่ความต้องการซึ่งถูกดึงรั้งจนสุดจะระเบิดออกมา โยฮันน์ก็หยุดมือเอาเสียดื้อ ๆ

เจโนนึกสงสัยในที ทว่า..ร่างกายกลับหอบโยนจนไม่มีแรงพอจะให้เอ่ยปากถาม

เขาได้ยินเสียงบางอย่างจากด้านหลัง แต่กระนั้นก็ประมวลผลไม่ถูกว่าเกิดอะไรขึ้น เมื่อรู้ตัวอีกที ก็คือตอนที่อีกฝ่ายแทรกตัวเข้ามา

“อ๊า!!” น้ำตาไหลลงอาบดวงหน้างามอย่างห้ามไม่อยู่ กลิ่นคาวเลือดลอยคลุ้งและแวมไพร์หนุ่มรู้ดีว่ามันเป็นเลือดของเขาเอง ขนาดใหญ่โตทำให้ช่องทางคับแคบฉีกออก แต่ดูเหมือนว่าฝ่ายนั้นจะไม่ได้ใส่ใจเท่าไหร่

ร่างสูงขยับตัวรวดเร็วและรุนแรง มือข้างหนึ่งสอดเข้าไปใต้เรือนผมสีดำประกายแล้วกดยึดศีรษะเขาไว้ ขณะที่อีกข้างบดขยี้ลงบนยอดอกอย่างไม่มีปราณี

เจโนไม่ได้รู้สึกเคลิบเคลิ้มกับสัมผัสเหล่านั้นอีกต่อไป เมื่อความเจ็บปวดดูจะลบเลือนทุกอย่างไปจนสิ้น อยากหมดสติไปเดี๋ยวนั้น แต่สัญชาตญาณกลับทำให้ต้องฝืนตัวเองเอาไว้

..เพราะถ้าหลับเมื่อไหร่..มันมีสิ่งที่น่ากลัวกว่ารอเขาอยู่..

ของเหลวอุ่นร้อนหลั่งลงในร่างกายของเขา แวมไพร์หนุ่มรู้สึกได้..ร่างสูงถอนตัวออกไป ปล่อยให้น้ำสีขาวขุ่นไหลปนกับเลือดสีแดงอาบท่อนขาเรียวสวย มือแกร่งช้อนปลายคางของเขาขึ้น ดวงตาสีฟ้าพินิจแววตาสีดำที่แลดูว่างเปล่าอย่างพึงใจ

“วิธีนี้..ดีกว่าจริง ๆ ด้วยสินะ”

 

เจไลสะดุ้งตื่นขึ้นมา ชายหนุ่มเหลียวมองรอบกายอย่างแปกลใจ เพราะตั้งใจไว้ว่าจะแบกรับความเจ็บปวดร่วมไปกับพี่ชายฝาแฝด เขาจึงไม่เคยหลับมานานพอ ๆ กัน ไม่น่าเชื่อว่าจู่ ๆ จะเผลอหลับแบบนี้ได้

ร่างสูงเพรียวขยับตัวจากท่ากอดเข่านั่งสัปหงกบนเตียงแล้วลุกขึ้นยืน อากาศข้างนอกเย็นจัดบอกชัดว่าเป็นเวลาดึกมากแล้ว ด้วยความสงสัย เจไลจึงผลักประตูห้องออกไป แล้วชะโงกตัวลงไปมองดูนาฬิกาแขวนด้านล่าง

..จะเที่ยงคืนแล้ว..ทำไมเจโนถึงยังไม่กลับมาอีก..

เจไลคิดอย่างหงุดหงิด ก่อนจะก้าวพรวด ๆ ลงบันไดแล้วเดินออกไปจากบ้าน

..มันเกินเวลาที่กำหนดให้มานานเกินไปแล้ว..

 

“เอเรส แอรีส” จีฮุนส่งเสียงเรียกมาก่อนที่ร่างสูงใหญ่จะปรากฏตัวขึ้นที่ประตูห้องพักของนักล่าสองพี่น้อง

“มีใครเห็นโยฮันน์บ้างรึเปล่า” เขาถาม

“โยฮันน์เหรอ” เอเรสทวนคำพลางหันไปมองหน้าน้องสาว “เจ้าเห็นรึเปล่า แอรีส”

เด็กหญิงผู้มีดวงตาว่างเปล่าส่ายหน้าช้า ๆ

จีฮุนสบถออกมาอย่างหัวเสีย

“ให้ตายสิ หายไปไหนของเขาอีกแล้วนะ” ว่าพลางขยี้ผมตัวเองเพื่อระบายความหงุดหงิด “ข้าจะออกไปตามหา พวกเจ้ารออยู่นี่นะ”

เอเรสพยักหน้ารับคำว่าง่าย ขณะที่แอรีสมองออกไปนอกหน้าต่างด้วยแววตายากหยั่งความรู้สึก

“..พวกปีศาจ..กำลังบ้าคลั่ง..” เสียงแผ่วเบากระซิบกับตนเอง “..สงครามจะเริ่มขึ้นแล้ว..”

 

ชุนห์หันกลับไปมองตัวเมืองคลูชที่ถูกทิ้งไว้เบื้องหลังอย่างติดจะกังวล ไม่รู้ว่าชาร์ลส์จะดูแลองค์ชายดีรึเปล่า ปกติก็ป้ำ ๆ เป๋อ ๆ อยู่แล้ว มาตอนนี้ตั้งแต่มันเพ้อถึงนางฟ้าของมันก็ยิ่งบ้าหนักขึ้นไปอีก แต่มันช่วยไม่ได้ ในเมื่อเขามีหน้าที่ที่สำคัญต้องทำ คงได้แต่ต้องภาวนาให้ไม่เกิดเรื่องอะไรขึ้นเท่านั้น

เสียงซ่อกแซ่กดังขึ้นจากผืนป่าตรงหน้า เงาร่างของคนนับร้อยปรากฏขึ้นทีละร่างสองร่าง หนึ่งนั้นก้าวนำออกมากว่าใคร และทำให้ชุนห์ต้องคุกเข่าลง

“ขอต้อนรับเสด็จ ราชาแห่งข้า..”

ใช่..ที่ชุนห์ต้องทิ้งเจ้าชายของตนมาที่นี่ก็เพื่อรอรับเสด็จราชาแวร์วูล์ฟที่ยกกองทัพทั้งหมดที่มีของเขามาที่นี่เพื่อทำศึกกวาดล้างแวมไพร์กลุ่มสุดท้ายที่เหลืออยู่

หากว่ากันตามจริงแล้ว ปีศาจทั่วโลกถูกกำจัดไปเกือบหมดโดยพวกบลัดไนท์กับกลุ่มนักล่า จะเหลือก็แค่แวร์วูล์ฟกับปีศาจในคลูชเท่านั้น ถ้าจะให้พูดละก็..ตอนนี้..ปีศาจทั้งหมดก็ได้มารวมตัวกันที่เมืองนี้เรียบร้อยแล้ว..

..สงครามกำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว..

 

เสียงร้องก่อนตายดังขึ้นเบา ๆ มาจากด้านในตรอก ก่อนที่ร่างในชุดสูทสีดำจะก้าวออกมาด้วยอารมณ์หงุดหงิด

ไม่เข้าใจจริง ๆ ว่าทำไมโซทีคุสถึงต้องมาเรียกประชุมเอาตอนนี้ด้วย ..หลุยส์สบถพึมพำอย่างหัวเสีย .. มันรู้บ้างไหมว่ามันเสียเวลาล่าเหยื่อของเขา..เพราะเนื้อของอนาคิมที่กินเข้าไปทำให้บาดแผลของเขาหายเกือบสนิทแล้ว เหลืออีกแค่นิดเดียว แค่ล่ามนุษย์อีกไม่กี่คนเท่านั้น..

แต่ถึงยังไง เขาก็ไม่กล้าขัดคำสั่งของโซทีคุสหรอก

หลุยส์เร่งฝีเท้าขึ้นแล้วก็ชนเข้ากับใครคนหนึ่งด้วยความบังเอิญ

ตุบ..

“โทษที..” เขาว่าพลางเงยหน้าขึ้นมองคู่กรณี “หือ..”

ที่อยู่ตรงหน้าเขาคือชายหนุ่มเจ้าของดวงหน้าหล่อเหลาล้อมกรอบด้วยเรือนผมสีน้ำตาลออกส้มตัดสั้นแต่ถักเป็นเปียเล็ก ๆ ที่ต้นคอ ดวงตาเป็นสีน้ำตาลเข้มคมสวย แต่งกายด้วยเสื้อผ้าลำลองธรรมดาดูสามัญ แต่มีบางอย่างที่แผ่ออกมาจากร่างนั้นบอกเขาว่าอีกฝ่ายไม่ธรรมดาอย่างที่เห็น

..เจ้าชายอเล็กซ์ ไฟร์รอธ..

หลุยส์จำผู้ชายคนนี้ได้ คนที่เขาเคยเจอด้วยอุบัติเหตุคล้าย ๆ กันนี้และเล็งความสนใจไว้อยู่

รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ระบายลงบนริมฝีปากของไนท์แมร์หนุ่ม

..จังหวะเหมาะพอดีเลย..

“อ้าว พี่ชายนี่เอง เราเคยเจอกันมาก่อน จำได้รึเปล่า♥” หลุยส์ทักเสียงใส

แน่นอนว่าความจำของแวร์วูลฟ์นั้นดีกว่าคนทั่วไป อเล็กซ์จำได้ว่าเคยเดินชนกับคนตรงหน้านี้มาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ตอนนี้เขาไม่มีเวลามาสนใจ

“โทษทีนะ ผมจำไม่ได้น่ะ” เขาตอบ ก่อนจะพยายามเลี่ยงออกมา แต่แล้ว อีกฝ่ายก็เข้ามาคล้องแขนเขาไว้หมับ

“จะรีบไปไหนล่ะ” ไนท์แมร์หนุ่มยิ้มหวาน “ไม่อยู่สนุกด้วยกันก่อนสักหน่อยเหรอ♥”

อเล็กซ์หัวเราะออกมา ขณะดึงแขนของตนออกอย่างง่ายดาย

“ฮะฮะ โทษทีนะ ผมกำลังรีบแล้วก็..” รอยยิ้มแบบที่เขาเคยใช้กับใครบางคนเมื่อแรกเจอแย้มออก “แค่นี้น่ะ..มัดใจฉันไม่ได้หรอก”

..คนที่ทำได้..มีแค่คนเดียวเท่านั้นแหละ..

จบคำก็หมุนตัวจากมาอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้หลุยส์ยืนอึ้งอยู่ตรงนั้น แววตาสีดำเป็นประกาบกร้าว

“ท้าทายข้าคนนี้งั้นรึ..น่าสนุกดีนี่ พี่ชาย..” ขณะที่กำลังจะก้าวเท้าออกไป จู่ ๆ ขนนกฮูกสีดำก็ร่วงหล่นลงมาตรงหน้า ไม่เพียงเท่านั้น สัมผัสพลังของเจ้านั่นก็ยังแผ่จนคลุ้งเมืองไปหมดอีกด้วย

หลุยส์หรี่ตาลงอย่างระแวง

..คิดอะไรของมันอยู่กันแน่ มานา บารี่..

 

..ไม่มี..ไม่ว่าที่ไหน ๆ ก็ไม่มีวี่แววของพี่ชายของเขาอยู่เลย..

เจไลกระโจนข้ามผ่านราตรีกาลอย่างร้อนรน ที่ที่คิดว่าพี่ชายฝาแฝดของตนจะไปก็ไปมาหมดแล้ว ที่ที่คิดว่าไม่น่าไป เขาก็ไปดูมาแล้ว ตามปกติเขาจะสัมผัสตัวตนของพี่ชายได้อยู่เสมอ แต่ตอนนี้กลับไม่รู้สึกถึงอีกฝ่ายเลยสักนิด

กรณีแบบนี้ ก็มีเพียงแค่ไปตกอยู่ใต้อำนาจสะกดหรือเขตแดนของใครบางคนเข้าเท่านั้นล่ะนะ..คำถามก็คือ..

..เป็นฝีมือของใคร..

..นักล่านั่น..หรือว่า..

แวมไพร์หนุ่มเปลี่ยนทิศทางมุ่งหน้าไปยังโบสถ์ ดวงตะวันยังไม่ขึ้นจากขอบฟ้า เพราะฉะนั้น หมอนั่นต้องยังอยู่เพื่อตอบคำถามของเขาได้แน่ ๆ

เจไลแทบจะพังประตูโบสถ์เข้าไป

“ไดโบล!!”

“อ้าว ๆ ใจเย็น ๆ หน่อยสิ..” เซราฟิมตกสวรรค์เอ่ยยิ้ม ๆ “นี่มันสถานที่ศักดิ์สิทธิ์นะ..”

“เจโนหายตัวไป” เจไลไม่สนใจคำบ่นตัดพ้อนั้นแต่ถามถึงธุระด่วนของตนในทันที “พี่ชายข้าอยู่ที่ไหน..เป็นฝีมือของใครกันแน่”

“ถามข้างั้นเหรอ..” ไดโบลหัวเราะคิก “แล้วทำไม..ไม่ลองคิดดูเองก่อนล่ะ”

แวมไพร์หนุ่มกำลังจะเปิดปากโต้กลับ เมื่อไอปีศาจเย็นยะเยือกกระจายคลุ้งไปทั่วทั้งเมือง

ดวงตาของเจไลเบิกกว้างขึ้นเป็นครั้งแรก

“มานา บารี่..”

ไดโบลแสยะรอยยิ้มร้อยเล่ห์บนริมฝีปาก

 

ห่างออกไป บนยอดตึกสูงชัน นกฮูกสีดำกระพือปีก ชายหนุ่มแสยะรอยยิ้ม

“ยอมให้ไปขวางตอนนี้ไม่ได้หรอก นี่เป็นทางเดียวที่ข้าจะได้ตัวเจโน บลัดไนท์มานะ เจไล..”

เสียงทุ้มนุ่มหัวเราะเบา ๆ

“..มาเล่นไล่จับกับข้าก่อนเถอะ..”

 

คฤหาสน์ของตระกูลบลัดไนท์ตกอยู่ในความเงียบ ไม่ใช่ว่าเมื่อก่อนมันจะมีเสียงคึกคักอะไรหรอก แค่ตอนนี้มันเงียบมากกว่าทุกทีเท่านั้นเอง

มาร์เช่เก็บตัวอยู่ในห้องคนเดียว แม้แต่จัลเลอร์ก็ยังต้องระเห็จไปนอนห้องอื่น ซีอาโร่จึงไม่ยอมไปทำงานและอยู่ดูแลคนรักแทน เอเพิร์ลโดนทำโทษไปหมาด ๆ ก็เลยยังจ๋อยอยู่ ช่วงนี้แมกซิลอสก็กังวลเรื่องสงครามระหว่างแวมไพร์กับแวร์วูล์ฟจนติดจาชัวร์แจไม่กลับบ้าน เจโน เจไล และแองกัสหายตัวไปโดยไม่มีคำบอกกล่าว ออคเตเวียสบอกว่าจะไม่กลับบ้านแล้วออกไป สไปแน็กซ์เลยเอาแต่นั่งเศร้าทั้งที่แต่เดิมก็ไม่ค่อยพูดจาอยู่แล้ว แมนทักซ์ยังไม่หายดี พอบรรยากาศในบ้านเครียดเข้า นาแวนเลยซ่าไม่ออก เดคคาร์ก็ไม่ชอบพูดมากอยู่แล้ว

เบ็คก้าง่วนอยู่กับการเก็บกวาดในห้องครัว ด้วยสภาพของความเป็นตุ๊กตารับใช้ที่แวมไพร์สร้างขึ้นมา เธอไม่ควรมีความรู้สึก แต่สายใยบาง ๆ ที่ตุ๊กตาไม่รู้จักก็ยังยึดตัวเธอไว้กับครอบครัวนี้

เบ็คก้าตายตั้งแต่ปี ค.ศ. 1553 เธอจำไม่ได้แล้วว่าตัวเองตายยังไง หรือเป็นใครมาก่อน แต่จัลเลอร์เป็นคนสร้างเธอขึ้นมาจากศพนั้น เธอไม่มีวันตายตราบเท่าที่เขายังอยู่..หน้าที่ของเธอคือดูแลทุกอย่าง ทุกคนในบ้านหลังนี้ ในครอบครัวนี้..

 เบ็คก้าตัดสินใจว่าต่อให้เจ็บปวดยังไงก็ควรมีอะไรตกถึงท้องบ้าง จึงได้ชงชาของโปรดของคุณชายคนที่สามของเธอแล้วยกถาดขึ้นไปยังชั้นบน

มือเรียวชะงักค้างอยู่ในอากาศในท่าเตรียมเคาะประตูเมื่อมันเปิดออกมาเองโดยคนด้านใน

“คุณชาย..”

มาร์เช่เดินผ่านสาวใช้ประจำตระกูลออกมาอย่างไม่สนใจ แววตาสีแดงเป็นประกายเรืองในความมืด เบ็คก้าคิดว่าตนได้ยินเสียงลากโซ่ครืดคราด และรู้ดีว่าตนไม่ได้คิดไปเอง..

เหล่าวิญญาณที่ยังถูกพันธนาการไว้กับโลก กำลังถูกจิตสังหารของเนโครแมนเซอร์กระตุ้นให้คลุ้มคลั่ง

มาร์เช่รู้แล้วว่าสิ่งที่เขาควรจะทำไม่ใช่การมานั่งร้องไห้เสียใจ แต่เป็นการลงมือทำอะไรสักอย่าง..อะไรสักอย่าง..ใช่แล้ว..

..ความตายของเอลริค..ต้องมีใครสักคนชดใช้ให้กับเรื่องนี้..

 

..14 กรกฎาคม 1860..

ในคืนนั้น ข้าก็ได้รู้จักกับความสูญเสียที่เกือบจะหลงลืมมันไป..และได้รู้ว่า..ตนเองนั้นไร้กำลังแค่ไหน..

ผู้เล่าเรื่องที่แสนอ่อนแอของเจ้า

 

 

 




 

 

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet