Blood 16 : Deadly dream and Disguise

posted on 02 Jun 2010 17:59 by baruda

Blood 16 : Deadly dream and Disguise

 

                ..ขาคู่นี้ไม่ใช่ของเขา..

..แขนขวานี้ก็ไม่ใช่ของเขา..

..เมื่อก่อนมันเคยเป็นของเขา แต่แล้วมันก็ถูกพรากไปราวกับไม่เคยเป็นหนึ่งเดียวกันมาก่อน..

..อา..ร่างกายนี้ช่างเปราะบางนัก..แต่ในขณะที่ร่างกายนั้นแสนบอบบาง สมองและความทรงจำกลับจดจำทุกอย่างได้กระจ่างชัดราวกับทุกสิ่งทุกอย่างเพิ่งจะเกิดขึ้นเมื่อคืนวาน..

..เขายังจำได้ทุกรายละเอียดของสิ่งที่เกิดขึ้น..ใช่..ทุกทุกความเจ็บปวดที่เกิดกับร่างกายนี้..

เขานอนอยู่บนพื้นเย็นเฉียบและสกปรก เลือดไหลนองออกมาจนความกระหายส่งผลให้เขี้ยวคมยาวออกมาพ้นริมฝีปาก ลมหายใจติดขัด แต่ขยับไปไหนไม่ได้

เจ้านั่นนั่งอยู่ที่มุมไหนสักมุมหนึ่งในห้องนี้ เขามองไม่เห็นตัวของมันแต่ได้ยินเสียงของฟันที่กำลังฉีกกินเนื้อและกรามที่บดลงบนกระดูก

..เนื้อของเขา..กระดูกของเขา..

ดวงตาสีดำว่างเปล่าของเด็กชายตัวเล็กมองขึ้นไปบนเพดานห้องสีทึบที่มองไม่เห็นแสงเดือนแสงตะวันอย่างสิ้นหวัง

ไม่มีความคิดที่อยากจะร้องเรียกให้คนช่วย สิ่งเดียวที่ต้องการก็คือ..

..อยากตาย อยากตายเหลือเกิน..

นึกเกลียดร่างกายที่ทนทานมากกว่าปกติของตนจับใจ ถ้าเป็นมนุษย์ละก็..เขาคงตายสมใจไปนานแล้ว..

..ฆ่าเขาที..ฆ่าเขาที..เพื่อให้ได้ออกไปจากที่นี่..

"เรื่องนั้นเป็นไปไม่ได้หรอก" เสียงหัวเราะแหบแหลมของเจ้านั่นราวกับจะพูดออกมาแบบนั้น

ดวงตาสีดำปิดลงอย่างเจ็บปวด

ทำไมเขาถึงถูกส่งมาที่นี่ ทำไม..ทำไม..ผู้ชายคนนั้นถึง..

ริมฝีปากแห้งผากเอื้อนเอ่ยด้วยเสียงที่ไร้เสียง เป็นนามของชายคนนั้นที่น่าจะรักเขาที่สุด แต่กลับผลักไสเขาลงมาสู่ห้วงของความทรมานที่ยิ่งกว่านรกภูมิ

"......."

 

ดวงตาสีดำปรือเปิดขึ้นมาและหยีลงเมื่อปะทะกับแสงจากหลอดไฟ เขาขยับแขนยกขึ้นในระดับสายตา รอยต่อเหนือข้อศอกเห็นเป็นแผลเป็นจาง ๆ

เด็กหนุ่มกำมือเข้าหากัน

"ตื่นแล้วเหรอ นาแวน" ใบหน้าที่ฉายรอยเป็นห่วงของพี่ชายคนที่สามชะโงกเข้ามา "เจ็บแผลอยู่รึเปล่า"

เด็กหนุ่มส่ายหน้า

มาร์เช่ยิ้มออกมา

"งั้นก็ค่อยยังชั่ว"

นาแวนกวาดตาสำรวจรอบห้อง เขานอนอยู่บนเตียงของตัวเอง ทั่วร่างกายมีผ้าพันแผลพันเต็มไปหมด และลำคอแห้งผาก

ริมฝีปากกระซิบถ้อยคำออกมาด้วยเสียงเบาหวิวและแหบพร่า

"ข้า..คอแห้ง.."

พี่ชายกระวีกระวาดไปรินของเหลวสีแดงข้นคลั่กจากขวดไวน์บนโต๊ะข้างเตียงใส่แก้วมาให้อย่างรู้ใจ

นาแวนรับมันมาดื่มลงไปและรู้สึกดีขึ้นมาเป็นกอง

มาร์เช่รับแก้วที่ว่างเปล่าไปเก็บ ก่อนจะนั่งลงข้างเตียง

"ดีขึ้นรึยัง"

นาแวนพยักหน้าด้วยท่าทีขึงขังกว่าเดิม

"ขอบคุณนะ มาร์เช่..ได้เจ้าช่วยไว้อีกแล้วสิ" พูดถึงตรงนี้ เขาก็มองรอยต่อที่แขนของตนอย่างเจ็บปวด

มาร์เช่มองน้องชายด้วยแววตาสงสาร

ใช่..เมื่อครั้งที่นาแวนถูกอนาคิมตัดแขนขวาและขาทั้งสองข้าง เขาเป็นคนต่ออวัยวะให้อีกฝ่ายเอง..ไม่ใช่ของนาแวนที่ถูกกินไปแล้ว แต่เป็นของศพที่เขาหามาให้มีขนาดและสีผิวพอดีกับน้องชาย แน่นอนว่าไม่ใช่ศพที่มีอยู่แล้ว แต่เขาทำให้มันเป็นด้วยน้ำมือของตนเองต่างหาก

เหตุการณ์นั้นเป็นฝันร้ายที่สุดในชีวิตของนาแวน และฝังใจเป็นความกลัวจากก้นบึ้ง จึงไม่แปลกเลยที่เขาจะไม่กล้าเผชิญหน้ากับอนาคิม

ฝันร้าย..ไม่ว่าใครก็มีทั้งนั้น..และต้นเหตุก็มาจากผู้ชายคนนั้นคนเดียว..

มาร์เช่กำหมัดแน่น ขณะฝืนยิ้มให้น้องชาย

"ลืมมันไปซะเถอะ ไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวพวกข้าจะช่วยกันหาทางกำจัดเจ้านั่นให้เอง" เขาบอกพลางลูบศีรษะน้องชายอย่างเอ็นดู "ตอนนี้รีบรักษาตัวให้หายก่อนเถอะ เดคคาร์เป็นห่วงอยู่นะ"

นาแวนพยักหน้ารับแล้วก็ยิ้มออกมาบาง ๆ

"ขอบคุณมาก มาร์เช่"

พี่ชายยิ้มตอบ ก่อนจะลุกขึ้นยืน

"ในเมื่อเจ้าฟื้นแล้ว ข้าออกไปบอกทุกคนก่อนดีกว่านะ เจ้าเล่นหลับติดต่อกันตั้ง 3 วัน ทุกคนเป็นห่วงกันแย่แล้วรู้ไหม" เขาว่าพลางเปิดประตู แต่ยังไม่ทันได้ออกไป ก็ชนกับใครคนหนึ่งที่กำลังเดินเข้ามาเสียก่อน

"เฟบรีส"

พี่ชายคนรองเดินสวนเข้ามาในห้อง ดวงตาสีเงินจับอยู่ที่ร่างของน้องชายคนที่ 11 บนเตียง

ความเงียบแผ่คลุมลงมาเนิ่นนาน ก่อนที่เขาจะเอ่ยออกมา

"ข้า..ขอโทษ"

"ไม่ใช่ความผิดของเฟบรีสสักหน่อย ทำไมต้องขอโทษข้าด้วยล่ะ" นาแวนว่า แต่แววตาของพี่ชายยังคงเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด "ไม่เอาน่า เฟบรีส อย่าทำหน้าแบบนั้นสิ"

พี่ชายคนรองยังคงนิ่งและดูแข็งแกร่งดังขุนเขา ร่างสูงนั้นเดินเข้ามาหาเขา แล้ววางมือลงบนศีรษะ

"ข้าจะฆ่ามัน"

นาแวนรู้สึกถึงน้ำตาที่เอ่อขึ้นมา แค่คำพูดนั้น แค่คำพูดไม่กี่คำแต่เขารู้ดีว่านั่นคือสัญญา สัญญาจากพี่ชายที่พยายามปกป้องพวกเขาทุกคนเสมอมา และถ้าเฟบรีสสัญญาละก็..เขารู้สึกว่ามันต้องเป็นไปได้แน่ ๆ

เด็กหนุ่มปล่อยให้น้ำตาไหลออกมา ขณะเอนศีรษะพิงหน้าท้องแกร่งของพี่ชาย

"ขอบคุณมาก เฟบรีส"

 

เจโนยังคงนั่งกอดเข่าและเอาแต่มองออกไปนอกหน้าต่างที่ตอนนี้เป็นบรรยากาศของยามค่ำคืนเหมือนเมื่อก่อนที่เคยเป็นมา แต่มันมีบางอย่างแปลกใจ

เจไลยืนกอดอกมองดูพี่ชายอยู่เงียบ ๆ ด้วยอารมณ์กรุ่นอย่างไม่พอใจ นี่ถ้าออกไปล่าหัวคนต่อได้ คืนนี้ ด้วยอารมณ์แบบนี้ เขาอาจฆ่าได้ทั้งบาง

..มีบางอย่างแปลกไป..เจโนกำลังปิดบังเขา ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน..แล้วเพราอะไรกัน..

แววตาของเจโนดูเลื่อนลอยแต่ต่างไปจากเดิม มันไม่ได้มองออกไปอย่างไร้จุดหมาย แต่ราวกับคิดถึงใครสักคน..ใครคนนั้นที่น่าจะเป็นเจ้าของกลิ่นที่ติดตัวพี่ชายเขามา..ใครคนนั้นที่เจโนยอมโกหกเขาเพื่อปกป้องไว้..

เจไลลอบขบกรามแน่น

..ไม่สบอารมณ์เลยจริง ๆ..ไอ้หมอนั่น..เป็นใครกันนะ..

ในขณะเดียวกันนั้น เจโนไม่ได้รับรู้ถึงความคิดของน้องชายฝาแฝดเลยแม้แต่น้อย นับว่าเป้นครั้งแรกที่พวกเขาถูกแยกความรู้สึกนึกคิดจากกันและกันก็ว่าได้

ดวงตาสีดำคู่สวยมองออกไปยังพื้นด้านนอกที่ถูกหิมะปกคลุมอีกแล้ว พลางไพล่นึกไปถึงคนที่ดูดาวอยู่ด้วยกันเมื่อ 3 วันก่อน ใช่..3 วันแล้วที่เขาไม่ได้ออกไปหาโยฮันน์ เพราะตราบใดก็ตามที่นาแวนยังไม่ฟื้น ในบ้านก็ยังไม่พ้นจากสถานการณ์ตึงเครียด จัลเลอร์สั่งห้ามทุกคนออกไปไหน แม้แต่แมนทักซ์ยังต้องหยุดเรียน และเจไลก็ยังถูกห้ามไปด้วย

หากเป็นเมื่อก่อนละก็ ยามที่ถูกสั่งห้ามแบบนี้เขาคงได้แต่ยอมรับสภาพในความอ่อนแอของตนเอง แต่มาตอนนี้ หัวใจมันกลับโหยหาเหลือเกิน

..อยากเจอ..อยากเจอเหลือเกิน..ตอนนี้ก็จะยังรอเขาอยู่รึเปล่านะ..จะมารออยู่ทุกวันรึเปล่า..

ที่เขาว่ารู้ค่าเมื่อยามพลัดพราก มันเป็นแบบนี้นี่เองสินะ

ขอแค่ได้เจอโยฮันน์เท่านั้น ไม่ว่าจพเรื่องที่เขาเป็นปีศาจหรืออีกฝ่ายเป็นนักล่ามันก็ไม่สำคัญอีกแล้ว..ความกลัวที่ผ่านมา..ช่างไร้ประโยชน์เหลือเกิน

ปลายนิ้วเรียวสวยไล้ไปบนริมฝีปากของตนเอง ความรู้สึกยามที่ได้เอ่ยชื่อของอีกฝ่ายออกมามันติดตรึงในหัวใจอย่างไม่น่าเชื่อ แม้แต่ตอนนี้ ในหัวใจก็ยังคงร่ำร้องชื่อนั้น..

..โยฮันน์..

ในตอนนั้นเอง ที่เขาเห็นเงาของใครคนหนึ่งแอบย่องออกไปจากบ้าน เงาร่างนั้นที่ดูคุ้นตาอย่างประหลาด และดูท่าทางร้อนรนแถมยังหลบ ๆ ซ่อน ๆ

เหตุผลเดียวที่เขาไม่ยอมปริปากเรียกเจไลมาดูด้วยกันก็เพราะว่าร่างนั้นคือ..

..แองกัส จะแอบไปไหนของเขากันนะ..

แต่ถึงจะอยากหนีไปแบบนั้นบ้างมากแค่ไหน ตราบใดที่เจไลยังอยู่บ้านเฝ้าเขาแบบนี้ มันก็คงเป็นไปไม่ได้ละนะ..

 

ตลอดแนวสองข้างทางเต็มไปด้วยซากศพ..คนแรกผูกคอตายกับต้นไม้ริมทาง คนที่สองใช้มีดแทงเข้าหัวใจตนเอง คนถัดมามีตะปูแหลมคมแทงทะลุคอในสภาพที่มือทั้งสองยังคงกำมันไว้ เลยมาอีกหน่อยก็มีชายนั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้นและเอาใบเลื่อยสับคอตัวเองลงมาได้แค่ครึ่งเดียวก็สิ้นใจ..

เป็นเรื่องปกติ..ปกติเหลือเกินเมื่อเขาย่างกรายไปที่ไหนก็ตาม..มันก็มักจะเป็นแบบนี้เสมอ..

เพราะตัวตนของเขา..ทำให้มนุษย์รู้สึกอยากตาย..เมื่อไปที่ไหน จึงได้มีแต่คนฆ่าตัวตายเสมอ ปกติพวกปีศาจจะต้องหลบซ่อนจากสายตามนุษย์ ไม่ใช่เพราะหวาดกลัว แต่หากพวกนักล่ารู้ตัวมันจะอันตราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพวกนั้นแข็งแกร่งขึ้นทุกวัน เขาเป็นคนเดียวที่ไม่ต้องทำแบบนั้น เพราะคนที่พบเห็นเขา ฆ่าตัวตายหมดแล้ว

แต่เพราะแบบนี้มันทำให้โดดเด่น เพื่อไม่ให้ถูกตามตัวได้ง่าย เขาจึงมักจะเลี่ยงเส้นทางในเมืองที่อาจก่อให้เกิดคดีโด่งดัง แต่เดินทางผ่านชนบทแบบนี้แทน..

มารามูเรซ เป็นเมืองชายแดนที่อยู่ทางตอนเหนือติดกับคลูช..มันมีชื่อเสียงขจรขจายในเรื่องทิวทัศน์ที่สวยงาม เพราะรายล้อมด้วยเนินเขาสูงต่ำ ที่ปกคลุมด้วยพรมหญ้าเขียวขจีไกลสุดลูกหูลูกตา และมีโบสถ์ไม้นับร้อยแห่ง ในเขตชนบทชายแดนมีแค่หมู่บ้านเล็ก ๆ ที่เงียบสงบ เหมาะเหลือเกินกับการเร้นกายของเขา..

จู่ ๆ ร่างสูงที่กำลังย่างกรายไปตามถนนดินลูกรังที่ต้นไม้ซึ่งเคยเขียวชอุ่มพากันสลัดใบโกร๋นจนกิ่งก้านดูราวกับมือปีศาจและบ้านเรือนสีสันสดใสซีดเซียวลงในพริบตาก็หยุดเดินเอาเสียดื้อ ๆ ด้วยเหตุผลที่ไม่แน่ชัด

มีเสียงสัตว์จากคอกดังมาเป็นระยะ และชายคนหนึ่งที่โผล่หน้าออกมาเห็นเขาก็ตัดสินใจเอาปืนล่าสัตว์ของตนเองยิงตัวตาย

ดวงตาสีดำมองตรงไปเบื้องหน้า ก่อนที่ริมฝีปากซึ่งมีเขี้ยวโผล่ออกมาจะเอื้อนเอ่ย

  "เจ้าไม่ควรมาอยู่ที่นี่"

ใครคนหนึ่งก้าวออกมาจากมุมอับของบ้านหลังหนึ่ง ใครคนนั้นที่มีเรือนผมสีแดงเพลิงยาวจรดบั้นเอว และดูแปลกตาด้วยชุดฮากามะสีดำ

"แองกัส.."

แวมไพร์หนุ่มขยับเข้าไปใกล้อีกฝ่ายที่แม้จะยืนอยู่ในที่โล่งแต่ก็ถูกเงาของต้นไม้บดบังจนมองเห็นไม่ชัด ดวงตาสีแดงฉายรอยเจ็บปวดชัด

"ข้าอยากเจอเจ้า ลอเรนซ์"

แองกัสไปถึงตัวอีกฝ่ายแล้วเลื่อนมือขึ้นลูบดวงหน้านั้น ดวงหน้าหล่อคมผิวสีเทาที่มีลวดลายสีดำแปลกตากระหวัดอยู่ทั่วร่างและสองแก้ม ดวงตาสีดำที่ไม่มีส่วนของตาขาวและมักจะดูเศร้าโศกอยู่เสมอ เรือนผมสีดำเหลือบน้ำตาลเข้มซอยสั้น ร่างสูงที่ดูสูงผิดมนุษย์จนเขาต้องแหงนหน้าขึ้นมองเสมอ สองแขนยาวมีกรงเล็บแหลมคม ส่วนขาเป็นอุ้งเล็บเท้าของมังกร หางลูกศรสีดำยาวระพื้นและมีปีกสีคู่โตดำที่กลางหลัง

..ซาตานของเขา..ลอเรนซ์ของเขา..

แองกัสมีสีหน้าเจ็บปวด  ก่อนจะซบหน้าลงบนแผ่นอกแกร่งเปล่าเปลือย เนื่องด้วยอีกฝ่ายมีเพียงกางเกงผ้าเก่า ๆ ขาด ๆ สีดำ และมีปลอกคอสีแดงสวมอยู่เท่านั้น

"ข้ากลัวเหลือเกิน..ลอเรนซ์..เฟบรีสบอกว่าจะฆ่าพวกอสูรกายให้หมด..ข้ากลัวเขาจะฆ่าเจ้า" ชายหนุ่มกระซิบบอก น้ำตาอุ่น ๆ ไหลลงเปียกแผ่นอกแกร่งของซาตานที่ยกมือของตนขึ้นมาลูบศีรษะนั้นเบา ๆ

"เฟบรีสรู้เรื่องของเรา..ที่ผ่านมาเขาก็ช่วยปิดบังที่อยู่ของข้าให้มาตลอดนี่นา" ลอเรนซ์ว่า

แองกัสส่ายหน้าช้า ๆ สองแขนเพรียวโอบเอวร่างสูงไว้แน่น

"ครั้งนี้ไม่เหมือนกัน เฟบรีสโกรธมาก..ข้ารู้สึกได้ พี่ชายไม่เคยพูดอะไรพล่อย ๆ หรือแค่โพล่งออกมาด้วยอารมณ์ชั่ววูบ เขาทำจริงเสมอ ถ้าเขาบอกว่าจะฆ่า เขาก็จะทำ" เขาบอก "นาแวนถูกอนาคิมทำร้ายบาดเจ็บสาหัส ก่อนหน้านี้ออคเตเวียสกับสไปแน็กซ์ก็ถูกหลุยส์เล่นงานปางตาย ตอนนี้ไม่ว่าใครต่างก็อยากฆ่าพวกอสูรกายให้ได้ทั้งนั้น"

ดวงหน้าหวานเงยขึ้นสบตาอีกฝ่าย

"หนีไปจากที่นี่เถอะ ลอเรนซ์..ไม่จำเป็นต้องอยู่ที่นี่เพื่อให้ใกล้ข้าอีกแล้ว ก่อนที่พวกเขาจะตามหาเจ้าพบ ข้าขอร้องล่ะ.."

ซาตานไม่ตอบ แต่กลับมองหน้าเขานิ่ง แล้วมือหนาก็ยกขึ้นประคองสองแก้มอย่างทะนุถนอม กระซิบบอกเสียงอ่อนโยน

"ใจเย็น ๆ ก่อนสิ ไม่ต้องกลัวแล้วนะ" อ้อมแขนแกร่งโอบร่างบางไว้เพื่อให้หายอาการจิตตก "ข้าอยู่ที่นี่แล้ว"

แองกัสกำหมัดแน่น แล้วปล่อยให้น้ำตาไหลออกมา

"ข้า..ขอโทษ..ทั้งที่เจ้าบอกว่าจะยอมเสี่ยงอยู่ที่นี่เพื่อให้ได้อยู่ใกล้ข้าที่สุดแท้ ๆ แต่ข้ากลับ..แต่ว่า..ข้ากลัว ถ้าเจ้าตายไปละก็..ข้าคง.." ชายหนุ่มละล่ำละลักออกมา ก่อนจะผ่อนลมหายใจอย่างเริ่มจะสงบมากขึ้น "..ถ้าเจ้า..อยู่เคียงข้างข้าได้ตลอดเวลาก็คงดีนะ"

ลอเรนซ์ดันร่างบางออกห่างทันที

"มันเป็นไปไม่ได้ เจ้าก็รู้" เขาบอกด้วยแววตาเจ็บปวด "ข้า..เป็นหนึ่งในอสูรกายจากนรกนะ"

ความจริงที่แสนเจ็บปวด..ใช่..อสูรกายจากนรกผู้หายตัวไปตั้งแต่เมื่อ 200 ปีก่อน และตัดขาดจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิงคนนั้น ก็คือเขา-ลอเรนซ์ ฮาเดียน นี่แหละ..

ใบหน้าเปื้อนน้ำตาของแองกัสทำให้เขารู้สึกเจ็บปวด

"เจ้าไม่น่ามารักข้าเลย"

"ไม่ว่ายังไงข้าก็จะรักเจ้า" ร่างบางเถียงขวับทั้งน้ำตา ..นี่แหละคือเหตุผลที่เขาช่วยเจโน เพราะเขาเข้าใจดีว่า..รักที่ไม่อาจสมหวังนั้น..มันเป็นยังไง..เพราะแม้ไม่อาจอยู่ร่วมกัน แต่ถึงอย่างนั้น..ก็ยังรัก..

"เพราะงั้นข้าถึงได้มาเตือนเจ้าไงล่ะ ข้าไม่อยากเห็นเจ้าตาย โดยเฉพาะด้วยน้ำมือของพี่ชายข้า"

"เฟบรีสไม่ฆ่าข้าหรอก เจ้ากังวลเกินไปแล้ว" ลอเรนซ์ปลอบพลางเช็ดคราบน้ำตาออกให้อย่างเบามือ "เขารักเจ้า ตราบใดที่เจ้ารักข้า เขาก็ไม่ทำแบบนั้นหรอก"

"เจ้าไม่เข้าใจ" แองกัสส่ายหน้า "เขารักข้าน้อยกว่าคนอื่น"

ลอเรนซ์ยิ้มบาง

"ข้าว่าเจ้ากำลังเข้าใจผิด.." มือหนาประคองดวงหน้าหวานไว้ "..แต่สักวันเจ้าก็คงจะเข้าใจเองนั่นล่ะนะ"

ริมฝีปากของซาตานประทับลงบนผิวแก้มนุ่มเพื่อทำความสะอาดคราบน้ำตาสุดท้ายให้ ก่อนจะผละออกมา

"แบบนี้สิถึงจะสวย ข้าไม่ชอบตอนที่เจ้าร้องไห้เลยจริง ๆ"

แองกัสหัวเราะออกมาในที่สุด ก่อนจะถามเสียงใส

"ยังไงวันนี้เฟบรีสก็คงเฝ้านาแวนทั้งคืนอีกวัน คืนนี้ข้าอยู่กับเจ้าได้ไหม"

ซาตานโอบแขนรอบเอวบางแล้วยกร่างอีกฝ่ายขึ้นได้ด้วยแขนข้างเดียว

"มันก็ได้อยู่หรอกนะ แต่ว่า.." ปีกค้างคาวกางออก พาร่างทั้งสองขึ้นไปบนหลังคาบ้านที่เจ้าบ้านเพิ่งจะยิงตัวตายไปเมื่อสักครู่ ก่อนที่ลอเรนซ์จะวางร่างของแองกัสลงบนหลังคาที่ปูด้วยฟาง แล้วเอนร่างลงนอนเคียงข้าง "..อยู่กับข้าเจ้าไม่ได้นอนหรอกนะ"

คนจะไม่ได้นอนหน้าร้อนวูบ ก่อนจะถามเสียงหลง

"นี่มันข้างนอกนะ"

"ไม่เห็นเป็นไรเลยนี่นา" ลอเรนซ์ว่าพลางดึงร่างบางเข้ามาใกล้ "ยังไงก็ไม่มีคนมาอยู่แล้ว"

แผ่นอกแกร่งแนบชิดแผ่นหลังบาง ขณะที่ริมฝีปากซุกซนเริ่มไซร้ไปตามซอกคอ

"อืม.." แองกัสครางในลำคอเหมือนลูกแมว ขณะที่ดวงตาสีแดงเริ่มปรือลง "ลอเรนซ์.."

วงแขนแกร่งจับให้เขาหันมาเผชิญหน้า มือหนาวางลงบนหัวเข่า ขณะที่ดวงหน้าหล่อคมโน้มเข้ามาใกล้ ริมฝีปากประทับลงมา และแองกัสก็เผยอริมฝีปากตนเองรับอย่างเต็มใจ ปลายลิ้นสอดออกมาสัมผัส

"อือ.." ร่างบางครางเบา ๆ เมื่ออีกฝ่ายผละออกไปจูบแก้มเขาแทน มือหนาเลื่อนสาบเสื้อฮากามะสีดำออกเผยให้เห็นแผ่นอกสีแทนเนียนสวย ก่อนจะไล้ปลายนิ้วหัวแม่มือไปบนยอดอกสีสวยแล้วเคล้นคลึงเบา ๆ อย่างชำนาญ แขนอีกข้างโอบเอวบางดึงรั้งตัวคนสวยเข้ามาใกล้มากขึ้น

"ข้าคิดถึงเจ้ามากเลย.." ซาตานกระซิบ "ข้าอยากอยู่ใกล้เจ้าให้ได้มากที่สุด เพราะงั้น ต่อให้มันเสี่ยงแค่ไหน ข้าก็ยังอยากอยู่ใกล้ ๆ เจ้า เพราะงั้น..อย่าบอกให้ข้าหนีไปจากเจ้าเลยนะ"

แองกัสมองหน้าคนพูด น้ำตาเอ่อล้นออกมาที่ขอบตา

"อืม.."

ซาตานยิ้มออกมาบาง ๆ ก่อนจะเลียสายน้ำตาออกจากใบหน้าของอีกฝ่าย แล้วลากเรื่อยลงไปยังยอดอกสวย ท่อนแขนแกร่งสอดเข้าไปใต้เรียวขาสวยยกขึ้น ก่อนจะปลดกางเกงสีเทาออกอย่างง่ายดาย ขณะที่ร่างบางบิดกายเร่าแล้วส่งเสียงครางแว่วหวานให้ได้ยินไม่หยุด

"อา..อ๊ะ..ตรงนั้น..อา.."

ลอเรนซ์จูบไล่กลับขึ้นไปยังซอกคอของเขา ขณะที่มือหนาลูบผ่านแก่นกายของร่างบางอย่างชำนาญโดยที่กรงเล็บยาวแหลมคมไม่ได้เป็นอุปสรรคของการเคลื่อนไหวเลยแม้แต่น้อย ก่อนจะกำเข้าแล้วรูดรั้งเบา ๆ

"อื้อ!!" แองกัสเกร็งร่างขึ้นทันควันพร้อมกับที่สะบัดหน้าแหงนไปด้านหลัง เปิดช่วงลำคอให้ร่างสูงซุกไซร้ได้ง่ายขึ้น

ลอเรนซ์ลากปลายลิ้นจากลำคอลงมายังยอดอกแล้วไล้เลยลงสู่เบื้องล่าง

"อ๊า!!" ร่างบางบิดกายเร่า ขณะที่ริมฝีปากของอีกฝ่ายครอบครอง หางลูกศรนั่นก็ลากไล้วนอยู่แถวช่องทางด้านหลังแล้วออกแรงกดเบา ๆ

"อา..อา..ลอเรนซ์.." แองกัสครางเรียกชื่ออีกฝ่าย ก่อนจะโอบแขนรอบคอของคนที่กำลังก้มหน้าก้มตาอยู่ตรงหว่างขาของตน แล้วเอ่ยเสียงพร่า "ข้าต้องการเจ้า"

ซาตานยิ้มออกมา ขณะขยับตัวขึ้นแล้วเลื่อนกางเกงของตนลง ก่อนจะแทรกกายเข้าไปในตัวอีกฝ่าย

"อ๊า!!" ร่างบางครางออกมาอย่างสุขสม โดยเฉพาะเมื่ออีกฝ่ายซุกไซร้ซอกคอเขาอย่างรู้ใจ

ซาตานหนุ่มกำลังจะขยับ เมื่อตัวอะไรสักอย่างกระโจนขึ้นมาบนหลังคา

"แง่ว!!" แมวดำตัวนั้นส่งเสียงขู่ฟ่อ เมื่อเห็นพวกเขา ก่อนที่มันจะวิ่งเตลิดออกไป

สองหนุ่มที่ถูกขัดจังหวะจากสัตว์โลกเพื่อนรักนิ่งงันไปราวอึดใจ ก่อนที่ลอเรนซ์จะถอนหายใจออกมา เมื่ออารามตกใจมันพาลทำให้อารมณ์วาบหวามที่อุตส่าห์เพียรสร้างมาหดหายไปหมด

เขาหันกลับไปมองหน้าคนรัก ก่อนจะยิ้มบางเมื่อเห็นสีหน้าที่ยังดูเหมือนตกใจไม่เลิกของอีกฝ่าย

"เอาน่า..เรามาเริ่มกันใหม่ก็ได้นี่เนอะ"

 

"เจ้าหายไปไหนมา" นั่นเป็นคำถามแรกที่ถูกยิงมาจากผู้บัญชาการตำรวจทันทีที่ท่านรองผู้หายหน้าจากงานไป 3 วันปรากฏตัวขึ้นมาในเช้าของวันที่ 4

เอลริคชะงักอยู่หน้าประตูห้องทำงานของสหายครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยปากตอบ

"นาแวนถูกอนาคิมโจมตีบาดเจ็บสาหัส มาร์เช่ต้องคอยรักษา ข้าเลยอยู่ดูแลมาร์เช่ก่อนน่ะสิ"

ซีอาโร่นึกอยากทักว่าตั้งแต่มันหายตัวไปคราวก่อนนี่ รู้สึกจะติดคนรักขึ้นมาผิดหูผิดตาเลยนะ ทั้งที่เมื่อก่อนออกจะกลัวนิด ๆ อยู่แท้ ๆ มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ แต่เขาก็ไม่ได้พูดออมา

"แล้วนาแวนเป็นไงบ้าง" ซีอาโร่ถามไปอีกเรื่อง

"ดีขึ้นแล้ว.." เอลริคตอบขณะเดินผ่านไปยังโต๊ะของตัวเอง "..ข้าถึงได้กลับมานี่ไงล่ะ"

ผู้บัญชาการนึกหมั่นไส้ขึ้นมาเล็ก ๆ

..หมายความว่าถ้านาแวนยังไม่หายและมาร์เช่ต้องดูแลต่อไปมันก็จะไม่โผล่หัวกลับมาทำงานสินะ..ถึงที่ผ่านมามันจะไม่มีเรื่องอะไรวุ่นวายก็เถอะ แต่มันก็ไม่น่าทิ้งให้เขาทำงานคนเดียวนี่นา..

..จะว่าไปแล้ว..พักนี้มันก็เงียบสงบเกินไปจริง ๆ..

"เมื่อกี๊เจ้าว่าอนาคิมลงมือใช่ไหม" ซีอาโร่ถาม "คนที่ชอบไม่เคยสนใจอะไรเลยแบบนั้น ทำไมถึงไม่มีการแจ้งเหตุตึกถล่มหรืออะไรทำนองนี้เข้ามาเลยล่ะ"

เอลริคหันกลับมามองหน้าเขาเงียบ ๆ ด้วยไม่อาจหาคำตอบได้เช่นกัน

 

ในตรอกแคบ ๆ ที่บัดนี้เต็มไปด้วยคราบเลือดและซากปรักหักพังของสิ่งก่อสร้าง เสียงฝีเท้าสองคู่ดังใกล้เข้ามา ก่อนที่เงาร่างที่สูงกว่าจะเอ่ยออกมาพร้อมรอยยิ้มแสนภูมิใจ

"ที่นี่แหละครับ สายตรวจ"

นายตำรวจร่างเล็กกวาดสายตามองสภาพโดยรอบอย่างพยายามหาคำตอบ ความพินาศขนาดนี้ เป็นฝีมือมนุษย์แน่เหรอ ต้องทำยังไงตั้งแต่พื้นไปจนถึงยอดตึกถึงได้มีรอยไหม้ แล้วทำยังไงถึงจะทุบตึกเข้าไปแบบนั้นได้กันล่ะ.. แล้วยัง..

เชลดอนย่อตัวลงนั่งเหนือกองเลือดบนพื้น แล้วแตะมันขึ้นมา

..เลือด..ไม่เหมือนของมนุษย์เลย..

"คาใจเหรอครับ" ไพค์ถาม "ถ้าอยากรู้ว่าเป็นของตัวอะไรละก็..ผมเอาไปหาคนตรวจสอบให้ก็ได้นะ"

เชลดอนหันไปมองหน้าอีกฝ่าย

"งั้นก็จัดการซะสิ" เขาตอบเสียงห้วน ก่อนจะลุกขึ้นเดินหนีห่างออกไป ขณะที่อีกฝ่ายหัวเราะพลางดึงเอาขวดแก้วออกมาตักเลือดพวกนั้นไป

"แล้วที่นายบอก..เรื่องของนักดาบคนนั้นล่ะว่าไง" เชลดอนถาม

"หมอนั่นหายตัวไป 3 วันแล้วครับ" โจรงัดแงะตอบ ขณะเก็บขวดเลือดใส่อกเสื้อ

เชลดอนดูเป็นกังวลกับเบาะแสเดียวที่มี

"หมายความว่าไง เขารู้ว่าเรากำลังตามรอยเหรอ"

"ผมคิดว่าไม่ใช่หรอกครับ" ไพค์ตอบ "บางทีหมอนั่นอาจจะติดอะไรสักอย่าง แต่ผมเชื่อว่าอีกไม่นานจะต้องถึงขีดจำกัดของมันและออกมาอาละวาดอีกแน่ ..ถึงจะไม่รู้จักเป็นการส่วนตัว แต่ความรู้สึกของผมบอกว่าเจ้านั่นเป็นนักล่า..ไม่มีทางทิ้งสัญชาตญาณเดิมของตัวเองได้แน่"

เชลดอนมองรอยยิ้มมั่นใจของเขาแล้วก็หมั่นไส้เล็ก ๆ

"ขอให้มันจริงเถอะ"

ไพค์ยิ้มเจ้าเล่ห์

"ว่าแต่ผม..แล้วคุณน่ะ พูดจริงรึเปล่า สายตรวจ.." เขาถามพลางก้าวเข้ามาใกล้อย่างคุกคาม "น่าจะได้เวลาจ่ายค่าจ้างครั้งแรกได้แล้วมั้งครับ"

เชลดอนถอยหลังไปตามสัญชาตญาณ แต่โชคร้ายที่ติดกำแพงตึกเข้าพอดี

"เดี๋ยว..นี่มันข้างนอกนะ" เขาพยายามหาทางรอด "ฉันแอบออกมาจากงานนะ แล้วนี่มันยังเช้าอยู่เลยนะ"

"ยังไงแถวนี้ก็ไม่มีใครผ่านมาอยู่แล้วล่ะครับ ผมให้ลูกน้องกันคนที่ไม่เกี่ยวข้องออกไปแล้ว ทีนี่ ตอนนี้ มีแต่ผมกับคุณเท่านั้น" ท่อนแขนเพรียวยาวเอื้อมมาล็อกตัวนายตำรวจร่างเล็กให้ไม่สามารถหนีไปไหนได้ แววตาสีฟ้าอย่างคนเยอรมันทอประกายกร้าวผิดจากทุกทีที่ดูทีเล่นทีจริงไปหมด

"ผมไม่ยอมให้หนีหรอกนะ"

เชลดอนมุดตัวลอดใต้แขนอีกฝ่ายเพื่อจะหนีออกไป แต่กลับถูกวงแขนแกร่งรวบตัวเอาไว้ โจรงัดแงะปลดเสื้อผ้าเขาออกได้อย่างรวดเร็วจนน่าสงสัยว่ามันทำงานรับจ้างปล้นคนแบบลอกคราบด้วยหรือเปล่า แต่ไม่ว่าจะดิ้นรนยังไง สุดท้าย เขาก็เหลือแค่เสื้อเชิ้ตที่ถูกปลดกระดุมออกจนหมด และกางเกงที่ถูกเลื่อนลงไปกองอยู่รอบเข่า

"ไม่เอาน่า..เราตกลงกันแล้วไงครับ สายตรวจ" ไพค์กระซิบ "ทำแบบนี้เหมือนผมข่มขืนคุณเลยนะ แต่เอาเถอะ.."

อุ้งมือแกร่งสอดเข้าไปในกางเกงชั้นในของเขาแล้วขยับกระตุ้นแก่นกายให้มีปฏิกิริยาตอบสนอง

"อื้อ.." เชลดอนหลุดเสียงครางออกไปแล้วก็นึกอยากกัดลิ้นตัวเองขึ้นมาจับใจ

ไพค์ยิ้มเจ้าเล่ห์

"..แบบนี้ผมก็ชอบเหมือนกัน"

ปลายนิ้วที่เปียกชุ่มด้วยคราบน้ำก่อนหลั่งเลื่อนไปยังช่องทางด้านหลังที่ไม่เคยผ่านมือใครมาก่อนก่อนจะค่อย ๆ สอดเข้าไป

เชลดอนหยุดดิ้นรนแต่เอามือปิดปาก เพื่อไม่ให้หลุดเสียงน่าอายออกมา แต่ไพค์กลับเลื่อนปลายนิ้วที่เปียกชุ่มสอดเข้ามาในริมฝีปากของเขา หยอกล้อกับเรียวลิ้นและดันให้ริมฝีปากเผยออก

"อา.."

"เสียงเพราะมากเลยนะครับ สายตรวจ" ไพค์กระซิบพลางยิ้มเจ้าเล่ห์ กับร่างบางที่ไม่เคยผ่านมือใครและเมื่อสัมผัสเข้าหน่อยก็รู้สึกได้ไวขนาดนี้

เขาประคองตัวอีกฝ่ายให้นอนคว่ำหน้าพาดกับลังไม้แถวนั้นที่ยังไม่บุบสลาย ปลายนิ้วข้างหนึ่งยังคงสอดอยู่ในโพรงปากเล็ก ขณะที่อีกข้างเริ่มชำแรกเข้าในช่องทางคับแคบที่ยังบริสุทธิ์เพื่อเปิดทางให้ตัวเอง

"ยังเวอร์จิ้นอยู่จริง ๆ ด้วยนะครับ สายตรวจ" โจรงัดแงะอันดับสองของเมืองว่าพลางแลบลิ้นเลียริมฝีปากอย่างกระหาย "ตรงตามสเป๊กผมเลย"

"อือ.." เชลดอนไม่มีแรงจะตอบโต้ ดวงตาสีดำปรือปรอยและดวงหน้าแดงซ่าน แถมทั้งร่างยังร้อนวูบวาบและทรมานแปลก ๆ ด้วยความรู้สึกที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อนในชีวิต สิ่งเดียวที่ทำได้คือหลุดเสียงครางที่เจ้าตัวไม่ต้องการออกมาเป็นระยะเท่านั้นเอง

ไพค์พลิกตัวชายหนุ่มร่างเล็กในหันกลับมานอนหงาย แล้วดึงกางเกงอีกฝ่ายลงไปกองกับพื้นทั้งหมด ปลายนิ้วที่เคยสอดในริมฝีปากของอีกฝ่ายถอนออกมากำรอบแก่นกายของร่างบางรูดรั้งเบา ๆ

"อ๊า!!" เชลดอนที่สติไม่อยู่กับตัวอีกแล้วลืมที่จะปิดปากตัวเองอย่างสิ้นเชิง ทำให้หัวขโมยตัวร้ายยิ้มออกมาอย่างพึงใจ

"งั้นก็น่าจะพร้อมแล้วนะครับ"

ไพค์ผละตัวออกไปเพื่อปลดกางเกงของตนลง แล้วแทรกแก่นกายที่ตื่นตัวเต็มที่เข้าไปในร่างบางรวดเดียว

"อ๊า!!" เชลดอนกรีดเสียงออกมา และยังร้องออกมาไม่หยุดเมื่ออีกฝ่ายขยับตัวอย่างรวดเร็ว จากความเจ็บปวดที่ทำเอาน้ำตาไหลพรากกลายเป็นความรู้สึกวาบหวามที่ทำเอาในหัวขาวโพลน

"อา..อา..อ๊า!!"

เสียงร้องสุดท้ายดังเคล้าไปกับเสียงครางหนัก ๆ ของร่างสูง ก่อนที่ทั้งเขาและอีกฝ่ายจะปลดปล่อยออกมาพร้อมกัน

เชลดอนที่หอบจนล้มลงไปนอนพาดบนอย่างหมดแรงได้แต่กัดริมฝีปากตนเองด้วยความเจ็บใจ ขณะที่ไพค์ดูพอใจและถอนตัวออกไป

สายตรวจหนุ่มปล่อยให้น้ำตาแห่งความเจ็บแค้นไหลต่อไปโดยไม่คิดจะหยุดมันเพียงแต่ไม่ปล่อยเสียงร้องสะอื้นให้อีกฝ่ายได้ยิน

ไม่เป็นไร..เขาปลอบตัวเอง..ทั้งหมดนี่ก็เพื่อผบ.ซีอาโร่..ใช่..แค่นี้น่ะไม่เท่าไหร่เลย..

..จริง ๆ นะ..

 

 

 

 

 

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

*3*อู้วว ว ววว
ตามเก๊ามาหรา*เขิน*
อ่า...ยาวง่ะขอแปะเม้มไว้ก่อนน่อ=W=
ง่วงนอนแล้วพรุ่งนี้สัญญาเขาจะมาสโตรคฟิคนี้*w*
NCอยู่ไหนน๊า~
(โห้ย ย ยยอีเลว-*-ต้องการสิ่งนี้สินะ...)
อรั๊ง~ฝันดีเน๊~
เก๊าดีใจน๊าตะเอ๊งอุส่ามาทักทายTTvTT/

#1 By Kimi o ai***eru on 2010-09-24 22:38

โฮ่ว....ฉากนั้นมันสุดยอด
คุณสายตรวจ*////*
มันช่่าง...@*&*$^&@%$^%$^ << พูดไม่ออก
ท่านซาตาน...
อ้ากสุดยอด....
เพิ่งเข้ามาอ่านค่ะ=W=
เราเปล่าผีับลอคนะ...=v=

#2 By ★aoi★ (´• A •`) on 2010-10-26 15:13

+0+
ผีบลอคก็เงี้ยแหละ...
เห้อสู้ๆนะตัวเองอย่าท้อ
ฟิควายอ่านแล้วน้ำลายไหล
คลุมแถบดำเลื่อนอ่านวนไปวนมา (อีหื่น)
ฟิคตัวเองแต่งสุดยอดแล้วขาดSMแบบว่าแส้ เทียน กุญแจ โอ้วว วว...(ทุเรศอย่างแรง=A=)
ยังไงก็สู้ๆนะจ๊ะ
จะแอบตคิดตามฟิคแบบลับๆ=.=
(งั้นมรึงก็เป็นผีบลอคสินะ!!!!!!!! )

//วิ่งหนีตรีนจขบ.

#3 By Kimi o ai***eru on 2010-10-26 15:33

พึ่งเข้ามาที่นี่ค่ะ
ได้อ่านไปนิดหน่อย น่าอ่านๆ
ชอบๆ

เดี๋ยวว่างๆจะกลับมาอ่านใหม่นะ
ขออนุญาตแอ๊ดบล๊อก

#4 By tsuru-tsurumi on 2010-10-29 14:54