Blood 26 : Playing and Paranoid

posted on 04 Nov 2010 11:34 by baruda

Blood 26 : Playing and Paranoid

 

                ..20 กรกฎาคม 1860..

..ไม่มีความทุกข์ใดเทียบได้กับการถูกพรากจากคนที่รัก..

..ไม่มีความทรมานใด มากเท่ากับการสูญเสียคนรักไปต่อหน้าโดยที่ไม่อาจช่วยเหลืออะไรได้..

..ข้าสูญเสียคนที่รักไปแล้ว..และ..

..คนที่พรากไป..

..มันจะต้องพบกับจุดจบ..

                                                ผู้เล่าเรื่องของเจ้า

 

สายลมแรงพัดผ่านยอดอาคารสูงตระหง่าน เรือนผมสีทรายปลิวสะบัดระดวงหน้าหวานที่เคยยิ้มแย้มอย่างอ่อนโยนอยู่เสมอของมาร์เช่ บลัดไนท์ ที่ตอนนี้ไม่เหลือแม้เค้าของความใจดีอยู่เลย

ดวงตาเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำบอกถึงสภาพความคลุ้มคลั่งภายในจิตใจ เขี้ยวคมกริบแสยะออก ท่าทางเหมือนพร้อมจะฆ่าคนได้ทุกเมื่อ นัคเคิลส์-ศพคู่ใจยืนถือเคียวเล่มโตอยู่ด้านหลัง ขณะที่เจ้านายของมันกำลังกวาดตามองลงไปเบื้องล่างคล้ายจะค้นหาอะไรบางอย่าง

..บางอย่างที่พรากคนสำคัญของนายของมันไป..

มาร์เช่ขบกรามแน่นจนขึ้นสันนูน ดวงตาสีแดงพยายามสอดส่องค้นหา ขณะที่โสตประสาททุกอย่างตื่นตัวเต็มที่เพื่อค้นหาเป้าหมาย

..อยู่ไหน..มันอยู่ที่ไหน..

..อนาคิม เดอะ ฮันเตอร์!!..

 

“แก..แวมไพร์เมื่อตอนนั้นเหรอ” จีฮุนถามแต่กลับปล่อยจิตสังหารออกมามากเกินจำเป็น บอกชัดว่านี่ไม่ใช่การเจรจา แต่แค่โหมโรงเพื่อเตรียมรับมือกับการต่อสู้ที่ใกล้มาถึงต่างหาก

“ข้าไม่มีเวลามาเล่นกับแก นักล่า” แวมไพร์หนุ่มโต้กลับอย่างเหยียดหยาม “ข้ากำลังรีบตามหาคน”

“บังเอิญจังเลยนะ” นักล่าว่า “ข้าเองก็กำลังตามหาคนเหมือนกัน”

ผู้คนที่สัญจรไปมาเริ่มหยุดมองพวกเขาบ้าง ลำพังชายชาวเอเชียที่ไม่ค่อยเห็นในแถบนี้แถมยังหน้าตาดูดีขนาดนั้นมายืนจังก้าถือแผ่นยันต์อยู่เรียกความสนใจได้มากพอแล้ว แต่นี่ยังมีชายหนุ่มผิวขาวหน้าตาหล่อจัด สวมเสื้อผ่าอกแบบที่ไม่มีใครในเมืองหนาวอย่างนี้ใส่กันและสะพายดาบไว้บนหลังยืนประจันหน้าพ่วงมาเป็นออปชั่นอีก ไม่สะดุดตาคนก็เห็นว่าจะแปลกเกินไปหน่อยล่ะนะ

แต่ก็ดูเหมือนว่าทั้งคู่..จะไม่มีใครใส่ใจกับรายละเอียดในเรื่องนี้สักเท่าไหร่นัก

“ไอ้หนูของข้าหายตัวไป 2 วันแล้ว แกพอจะรู้อะไรบ้างรึเปล่า” จีฮุนถาม ดวงตาสีเฮเซลนัทหรี่ลงอย่างเอาเรื่อง “หรือว่า..ถูกคนของแกมาล่อลวงไปอีก”

คำพูดนั้นดูจะยั่วให้เจไลอารมณ์เดือดปุดได้ไม่ยาก

“คนที่มาแย่งเจโนไปจากข้า คือคนของแกต่างหากล่ะ”

แต่อย่างน้อย เขาก็ได้ข้อมูลเพิ่มมาอย่างหนึ่งล่ะว่า เจ้านักล่านั่นเองก็หายตัวไปด้วยเหมือนกัน ..นี่มันหมายความว่ายังไง ทั้งที่กลิ่นอายของมานา บารี่ ก็แผ่จนคลุ้งเมืองซะขนาดนี้ แต่การหายตัวไปของเจ้านั่นก็ยังนับว่าน่าสงสัย คงไม่ใช่ว่าโดนมานา บารี่ ฆ่าตายไปแล้วหรอกนะ..

..อย่างไรก็ตาม ก่อนจะไปตามหาเบาะแสต่อ เขาคงต้องจัดการกับเรื่องตรงหน้าให้เรียบร้อยก่อนล่ะนะ..

“หมายความว่าแกไม่รู้งั้นเหรอว่าโยฮันน์หายไปไหน” จีฮุนถาม “อุตส่าห์คิดว่าต้องอยู่กับไอ้แวมไพร์นั่นแท้ ๆ เชียว แต่ช่างเถอะ..”

เจไลเห็นอีกฝ่ายล้วงมือหยิบเอาแผ่นยันต์ที่เขียนตราเวทย์เอาไว้ออกมาจากอกเสื้อ

“..ยังไงซะก็คงปล่อยแวมไพร์อย่างแกไปไม่ได้อยู่แล้ว..”

“มีกฎห้ามไม่ให้ลงมือเอิกเกริกต่อหน้าคนธรรมดาไม่ใช่รึไง” แวมไพร์ย้อนถาม

“ข้าไม่สนกฎพรรค์นั้นหรอก ดีซะอีก เจ้าพวกนี้จะได้รู้ตัวสักทีว่ามีตัวอันตรายอย่างพวกแกอยู่ แล้วพวกเราก็คอยล่าพวกมันให้น่ะ” จีฮุนตอบ “แล้วมันก็ไม่เอิกเกริกด้วย..อย่างแกน่ะ แป๊บเดียวก็เรียบร้อยแล้ว”

“เฮ้ย ๆ พวกแก ทำอะไรกันน่ะ” นายตำรวจคนหนึ่งตรงรี่เข้ามาเมื่อเห็นสองหนุ่มยืนจ้องหน้ากันนานอย่างชักท่าไม่ดี

“อย่ามาขวางน่า!!” จีฮุนว่า ยันต์ในมือลุกเป็นไฟ ก่อนจะพุ่งเข้าหาแวมไพร์ด้วยความเร็วดุจกระสุน เจไลเห็นดังนั้นก็เอื้อมมือไปหยิบดาบด้านหลัง

โพละ!!

เลือดก้อนใหญ่กระเซ็นลงบนพื้น

นายตำรวจผู้โชคร้ายที่เข้ามายืนขวาง แขนขวาของเขาถูกแผ่นยันต์ระเบิดเพราะถูกใครบางคนดึงตัวเข้ามารับมันแทน และอะไรที่ว่านั่น ก็คือดาบญี่ปุ่นเล่มยาวของเจ้าหนุ่มผมดำที่แทงทะลุท้องของเขาจากด้านหลังแล้วกระชากร่างเขาที่ตอนแรกอยู่ข้างวงเข้ามารับการโจนตีแทน

“อะ..ไรก..” นายตำรวจเค้นเสียงออกมาก่อนจะไม่มีสิทธิ์ได้พูดอีกต่อไป เมื่อแวมไพร์หนุ่มกระชากดาบที่เสียบทะลุตัวเขาอยู่ออกไปอย่างไร้ปราณี ทำให้กล้ามเนื้อแผ่นหลังถูกตัดขาดอย่างน่าสยดสยอง เลือดแดงฉานพุ่งกระจายดุจน้ำพุ

ตุบ..

นายตำรวจโชคร้ายร่วงลงฟุบกับพื้น สิ้นใจในบัดดล เหล่าคนที่พากันมุงดูอยู่ในทีแรกเริ่มหน้าซีดเผือด ก่อนที่ใครสักคนจะหวีดเสียงร้องออกมา

“กรี๊ด!!”

“ฆาตกร!!”

ความวุ่นวายเกิดขึ้นในพริบตา เหล่าคนที่ยังรักชีวิตพากันวิ่งหนีตายกันอลหม่าน

เจไลถอนดาบกลับมาตั้งท่ารับมือด้วยแววตาเย็นชา จริงอยู่ที่จัลเลอร์สั่งนักสั่งหนาให้ทำตัวกลมกลืนกับมนุษย์ ห้ามทำอะไรเอิกเกริกเกินเลย แต่ตอนนี้ที่เจโนไม่รู้ว่าเป็นหรือตาย เขาไม่สนใจอะไรทั้งนั้น

ต้องฆ่าไอ้นักล่านี่ แล้วไปตามหาพี่ชายฝาแฝดของเขาให้เร็วที่สุด

จีฮุนถึงกับสะดุ้งเฮือกกับสายตานั้น แต่ด้วยความที่ผ่านประสบการณ์มาไม่ใช่น้อยทำให้เขามีสติพอที่จะไม่หวาดกลัวจนเสียท่าไปซะก่อน

นักล่าหนุ่มดึงแผ่นตราเวทย์ออกมา พึมพำร่ายอย่างรวดเร็ว คราวนี้มันแตกตัวออกเป็นลูกพลังขนาดเล็กแต่จำนวนมหาศาลพุ่งเข้าใส่เป้าหมายประหนึ่งห่ากระสุนสีแดง

เคร้ง ๆๆๆๆ!!

เจไลวาดดาบปัดป้องอย่างง่ายดายราวกับกระสุนเวทย์เหล่านั้นหยุดนิ่งอยู่ตรงหน้า

“บ้าเอ๊ย..” จีฮุนสบถออกมาเบา ๆ ขณะดึงแผ่นเวทย์แบบเดิมออกมา โจมตีถล่มซ้ำลงไป

กระนั้น..ผลลัพธ์ที่ได้ก็ยังคงไม่ต่างไปจากเดิม..

“หมดแค่นี้แล้วเหรอ..” เจไลถามเสียงเย็น “งั้นตาข้าบ้างล่ะนะ”

ร่างสูงเพรียวหายวูบไปราวกับล่องหน แต่สัญชาตญาณของจีฮุนบอกว่ามันกำลังมุ่งหน้ามาทางเขา

นักล่าหนุ่มกระโจนหลบออกไปด้านข้าง ร่างสูงใหญ่กลิ้งตัวไปบนพื้นคอนกรีตแล้วพลิกตัวกลับขึ้นมาในท่าคุกเข่า

เปรี้ยง!!

เสียงกัมปนาทดังขึ้นจากจุดที่เขาเคยยืนอยู่ พื้นตรงนั้นแหลกละเอียดราวกับถูกลูกตุ้มเหล็กทุบลงมา แวมไพร์ผู้ลงมือยืดกายขึ้นช้า ๆ แล้วหันมา

จีฮุนออกวิ่งทันทีด้วยสัญชาตญาณ

เปรี้ยง!!

พื้นที่เขายืนอยู่ระเบิดออกอีกครั้ง ไม่ต้องหันไปดูก็รู้ว่าเจ้านั่นต้องไล่กวดมาแน่ ๆ

นักล่าหนุ่มวิ่งเข้าไปในตัวสถานีรถไฟที่แทบจะร้างผู้คน ก่อนจะแอบเข้าไปหลังเสาประตูทางเข้า

 จากมุมอับแบบนี้ ทำให้เขาสามารถหันกลับไปมองอีกฝ่ายได้ เจไลกำลังเดินตรงมาทางนี้อย่างไม่เร่งร้อน ราวกับว่าเขาเป็นแค่เหยื่ออ่อนแอที่จะฆ่าให้ตายเสียเมื่อไหร่ก็ได้..

ความคิดนั้น เป็นอะไรที่จีฮุนเกลียดเข้ากระดูกดำจริง ๆ

จู่ ๆ เจไลก็หยุดยืนแล้วยกดาบขึ้นเหนือศีรษะ ดวงตาสีดำมองไปยังอะไรสักอย่างด้านบน ก่อนจะตวัดฟึ่บ คมดาบสายลมไหลทะลักเข้ามาจนจีฮุนต้องหมอบตัวต่ำลง ก่อนจะพบว่าการโจมตีนั้นไม่ได้ตั้งใจเล็งเขาตั้งแต่แรกแล้ว

เปรี้ยง!!

นักล่าหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองด้านบนอย่างรวดเร็ว คานประตูด้านบนพังครืนและถล่มลงมายังตำแหน่งที่เขาซ่อนตัวอยู่

ตูม!!

ชายหนุ่มกลิ้งตัวหลบออกไปด้านข้าง พื้นด้านหลังเขาระเบิดออกอีกครั้ง แต่เมื่อหันกลับไปก็พบว่าฝ่ายนั้นยังไม่ได้เข้ามาใกล้กว่าเดิม

จีฮุนดึงเอาแผ่นอาคมใบใหม่ออกมาแล้วขว้างขึ้นไปเหนือศีรษะของแวมไพร์หนุ่มบ้าง

เจไลยังคงยืนนิ่งไม่ไหวติง เมื่อเหล็กโครงเสาไฟระเบิดออกเหนือร่างของตนเอง สะเก็ดจากการระเบิดพวกนั้น ไม่ได้โดนตัวเขาเลยแม้แต่น้อย..

จีฮุนลอบสบถออกมาเบา ๆ แต่แล้วสายตาของเขาก็พลันเหลือบไปเห็นร่างไร้วิญญาณของนายตำรวจโชคร้ายคนนั้น พร้อมกับปืนที่เขาเหน็บไว้ข้างเอว

นักล่าหนุ่มยิ้มออกมากับตนเอง ก่อนจะแสร้งทรุดร่างลงกับพื้น ไม่ไหวติงราวกับคนที่ไร้ซึ่งหนทางขัดขืนแล้ว

เจไลค่อย ๆ ย่างสามขุมเข้ามา จีฮุนพยายามฟังเสียงฝีเท้า ใกล้เข้ามา ใกล้เข้ามา ในที่สุด เจ้าแวมไพร์นั่นก็น่าจะมาถึงจุดที่ศพของตำรวจคนนั้นตกอยู่แล้ว

จีฮุนผุดลุกขึ้น แผ่นยันต์ระเบิดถูกดึงออกมาเตรียมไว้แล้ว ที่เหลือก็แค่ขว้างออกไปเท่านั้น

ทว่า..

นักล่าหนุ่มชะงักกึกด้วยใบหน้าซีดเผือด ปืนที่เหน็บอยู่ข้างเอวของนายตำรวจผู้โชคร้ายถูกดึงออกมาแล้วถืออยู่ในมือของเจ้าแวมไพร์เรียบร้อยแล้ว

..แย่ล่ะสิ..  

แววตาของเจไลไร้ความรู้สึก ขณะลั่นไกรัว ๆ

ปังๆๆๆๆ!!!

“อ๊าก!!”

ลูกกระสุนไม่ต่ำกว่า 3 นัดฝังเข้าไปในไหล่ขวาของจีฮุน ร่างสูงหงายล้มลงกับพื้น

ขณะที่คิดว่าตนเองต้องลุกขึ้นให้ได้ ร่างของเจไลก็มาปรากฏตรงหน้า สองเท้ายืนคร่อมร่างเขาเอาไว้ไม่ให้หนีไปไหน

“จบแล้วเหรอ..” แวมไพร์หนุ่มถามเสียงเย็น

“แก..” จีฮุนขบกรามแน่น มือขวาที่แม้จะยังเจ็บแต่ก็ยังกำยันต์เอาไว้แน่น

ฉับ!!

“อ๊าก!!”

ยังไม่ทันได้เคลื่อนไหวมากไปกว่านั้น ดาบในมือของอีกฝ่ายก็ตัดลงมาชนแขนของเขาจนขาดกระเด็นราวกับรู้ทัน เลือดแดงฉานไหลนองออกมา

ท่ามกลางเสียงกรีดร้องอย่างทรมาน เจไลก็ยังคงไม่เปลี่ยนสีหน้า

“แขนข้า..” จีฮุนเค้นเสียงออกมาผ่านไรฟัน “..แก..ไอ้แวมไพร์..”

มืออีกข้างเอื้อมออกมาหมายจะคว้าตัวอีกฝ่าย แต่แวมไพร์หนุ่มรวดเร็วกว่า เจไลกระแทกด้ามดาบเข้าที่ข้อแขนของเขา และหักมันจนผิดรูปอย่างง่ายดาย

กร็อบ!!

“อ๊าก!!”

นักล่าหนุ่มกรีดร้องออกมา แม้ศัตรูอยู่ตรงหน้าแต่ก็ไม่อาจเคลื่อนไหวได้อีกต่อไป

“แก..” จีฮุนเค้นเสียงออกมา “ข้าขอสาบาน ข้าจะไม่มีวันลืมแก..ข้าจะต้องฆ่าแกให้ได้..”

เจไลรับฟังถ้อยคำสาบานด้วยความแค้นของอีกฝ่ายด้วยสีหน้าเรียบเฉย ถามออกมาเบา ๆ

“แน่ใจงั้นหรือ” สิ้นคำ ดาบในมือก็ตวัดกรีดผ่านดวงตาของผู้พ่ายแพ้ดังฉับ

“อ๊าก!!”

จีฮุนดิ้นพล่านไปมาอยู่ระหว่างเท้าของศัตรู เลือดแดงฉานไหลลงมาจากดวงตาทั้งสองข้างที่คงจะบอดสนิท

“จบแค่นี้แหละนะ..” เจไลเอ่ยออกมาพลางเงื้อดาบขึ้นอย่างหมายจะลงมือครั้งสุดท้าย แต่แล้ว..

ปึก..

มือที่ปัดป่ายไปมาของจีฮุนก็ปัดมาโดนมือขวาของเขาเข้าเสียก่อน

แวมไพร์หนุ่มยกมันขึ้นมาดูเพียงเพราะแค่ความสงสัย ก่อนที่ดวงตาสีดำจะเบิกกว้างขึ้น

บนหลังฝ่ามือคือรอยสลักสีแดงสดรูปผีเสื้อ

..ไร้ซึ่งจุดหมาย หัวใจที่ถูกคุมขัง ไม่สามารถหลีกหนีไปไหนได้อีก..แม้แต่ความรู้สึกของตัวเองก็ยังไม่สามารถรับรู้ได้ด้วยดวงตาคู่นี้..

..ไม่ต่างอะไรกับผีเสื้อที่อยู่ในอุ้งมือ..

..ปีกของมัน ไม่สามารถพาโบยบินได้อีกต่อไป..

เขาสักมันไว้พร้อมกับเจโน หลังจากคืนแรกที่เป็นอิสระจากนรกนั่น เพื่อย้ำเตือนว่าอย่าได้ลืมความเจ็บปวดที่ได้รับในตอนนั้น

..ไม่แย่นักหรอกนะ สำหรับการมีชีวิตอยู่..

เสียงของพี่ชายคอบปลอบโยนเขาแบบนั้น เพราะงั้น เขาถึงยังไม่ตาย และจะไม่ยอมตาย

..ไม่เจ็บปวดอะไรเลย..

เพราะพี่พูดแบบนั้นทั้งที่ร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผลและยิ้มออกมาทั้งที่มีน้ำตาไหลอาบใบหน้านั่นแหละ เขาถึงได้ปฏิญาณกับตนเองว่าจะปกป้องพี่ไปชั่วชีวิต ต่อให้ต้องแลกด้วยชีวิตของตนเองก็ตาม..

..จนกว่าร่างกายนี้จะถูกฉีกกระชาก และตัวตนของเขาหายไปกับความเจ็บปวด..

..ความทรงจำและความหวังถูกแต่งแต้มด้วยสีแห่งความทุกข์ระทม บาดแผลที่มือข้างซ้ายนี้เขาจะไม่ลืมมัน..

..ตัวเขาคงจะบ้าคลั่งไปแล้ว..

จู่ ๆ แวมไพร์หนุ่มก็ยกมือขึ้นกุมหัว ภาพในอดีตมากมายหลั่งไหลเข้ามาประดุจสายน้ำ ทั้งหมดนั้นมีแต่ความเจ็บปวด ความเจ็บปวดของพี่ชายของเขา..

..เจโน..

อา..แล้วนี่พี่ชายของเขาหายไปไหนกัน ทำไมไม่มากอดปลอบเขาเหมือนเคยล่ะ..เจโนอยู่ที่ไหน ใช่แล้ว..เขามาที่นี่ก็เพื่อตามหาเจโนนี่นา

“เจ..โน..” ชายหนุ่มพึมพำออกมากับตนเอง ก่อนจะวิ่งพรวดพราดออกไปโดยไม่สนใจนักล่าผู้ถูกทิ้งไว้เลยแม้แต่น้อย

ราวกับรู้ว่าศัตรูของตนหายไป จีฮุนจึงได้ร้องออกมา

“แก..หายไปไหนน่ะ!!เดี๋ยวเซ่!!”

ร่างสูงที่มองอะไรไม่เห็นอีกแล้ว ได้แต่นอนอยู่แบบนั้นด้วยความเจ็บใจ จนกระทั่ง..

“ทางนี้แหละครับ คุณตำรวจ” พลเมืองดีสักคนคงจะไปตามพวกตำรวจมา จีฮุนได้ยินเสียงคนมากมายวิ่งผ่านไปมา และเสียงร้องลั่นเมื่อใครคนหนึ่งหันมาเห็นเขาเข้า

“เหวอ!!”

“นี่คุณ!!เกิดอะไรขึ้น ยังหายใจอยู่รึเปล่า!!”

ความวุ่นวายดำเนินไปรอบตัวเขา ซึ่งจีฮุนก็ได้แต่ปล่อยให้พวกมันดำเนินไปตามนั้น ไม่อาจทำอะไรได้เลย แต่ที่แน่ ๆ ก็คือ ท่าทางเขาจะหลุดจากการเป็นผู้ร้ายในคดีนี้ไปได้แล้ว ทว่า..

ชายหนุ่มกำมือแน่นเข้าหากันจนเล็บแทบจะจิกเข้าไปในเนื้อ..

..แบบนี้น่ะ สู้ให้เขาตายไปเลยยังจะดีซะกว่า..

..ไอ้แวมไพร์นั่น..ตราบใดที่เขายังมีลมหายใจ เขาสาบานว่าจะต้องฆ่ามันให้ได้!!..

 

มือขาวเรียวข้างซ้ายมีรอยสักรูปผีเสื้อสีแดงสดที่ไม่เคยมีใครได้เห็นเพราะเจ้าตัวมักใส่เสื้อแขนยาวคลุมหลังมืออยู่ตลอด มือข้างนั้นวางอยู่บนพื้นซีเมนต์เย็น ๆ ปลายนิ้วจิกลงจนไปแน่นจนเป็นแผลเลือดออก

ทุกครั้งที่โยฮันน์ออกจากห้องไปและกลับมา การกระทำของเขาจะรุนแรงขึ้นคล้ายกับกลัวว่าถ้าเผลอไปสักนิดละก็ ความเห็นใจกับอะไรสักอย่างมันจะปรากฏออกมา..

“แค่ก..แฮ่ก..แฮ่ก..” ชายหนุ่มสำลักของเหลวสีขาวขุ่นออกมาเป็นครั้งที่เท่าไหร่ไม่ทราบ ร่างบางหอบหนักจนตัวโยน แต่ยังไม่ได้รับอนุญาตให้พัก

มือหนาเอื้อมมาจิกเรือนผมสีดำสนิทเพื่อดึงศีรษะของเขาขึ้น แล้วยัดเยียดร่างกายที่แข็งขืนเข้ามาในริมฝีปาก

“..ไม่..โยฮันน์..พอ..อื้อ!!” เสียงเบาหวิวท้วงอย่างไร้ความหมาย เพราะสุดท้าย อีกฝ่ายก็ยังบังคับให้เขารับมันเข้าไปอยู่ดี

นักล่าหนุ่มนั่งเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ยกแขนข้างหนึ่งขึ้นเท้าคาง ขณะทองเขาที่ล้มลุกคลุกคลานอยู่บนพื้นด้วยสายตาเย็นชา

“ดูเหมือนจะพอรู้นะว่าห้ามเผลอกัดเด็ดขาด แต่เรื่องเทคนิคการกระตุ้นนี่ไม่ได้เรื่องเลย..” น้ำคำเหยียดหยามยังคงดังให้ได้ยินไม่ขาด “หรือต้องให้ข้าช่วยกระตุ้นเจ้าก่อนกันล่ะ”

มือหนาเอื้อมผ่านแผ่นหลังบางไปยังช่องทางบอบช้ำ ก่อนจะบดแทรกปลายนิ้ว 2 นิ้วเข้าไปพร้อมกับขยับแยกออกจากกันเพื่อเปิดปากทางนั้นออก ขณะที่มืออีกข้างก็กดศีรษะที่ปกคลุมด้วยเรือนผมสีดำนุ่มเข้ามาหาตนเอง

“อื๊อ..อื๊อ..” เสียงร้องอู้อี้ของเจโนดังแว่วมาเป็นระลอก ร่างบางสั่นระริก ก่อนจะถูกกดศีรษะเข้ามาอย่างแรงจนส่วนร่างกายของอีกฝ่ายแทรกลึกแทบชนลำคอ ของเหลวร้อนระอุหลั่งลงมาจาเขาสำลัก “อุ๊บ!!แค่ก แค่ก..”

น้ำสีขาวหยดลงนองพื้น ขณะที่แวมไพร์หนุ่มทรุดฮวบลงนอนหมดแรง

โยฮันน์ขยับตัวลุกขึ้น

“คิดว่ามันจะจบแค่นี้รึไง” เขาว่าพลางดึงร่างบางขึ้นให้ร่างกายท่อนบนพาดกับเก้าอี้ ก่อนจะยกสะโพกมนขึ้นแล้วย่อตัวลงนั่งเพื่อโลมเลียช่องทางด้านหลังนั้นด้วยเรียวลิ้น

“อา..” ร่างบางที่สั่นระริกอย่างคนใกล้จะหมดแรงกลับมาเกร็งตัวได้อีกครั้ง ในทีแรกที่นึกจะเคลิบเคลิ้มไปกับสัมผัสที่นุ่มนวลลงนั้น ก็มีอันต้องฝันสลาย เมื่ออะไรบางอย่างที่ทั้งหยาบและแข็งแทรกตัวพรวดเดียวเข้ามาในช่องทางด้านหลังของตน

“อ๊า!!” สัมผัสนั้นไม่ใช่เนื้อหนังของมนุษย์..เจโนรู้ดี ดวงตาสีดำเหลือบไปมองแล้วก็ต้องเบิกกว้าง ปากกระบอกปืนของนักล่ากำลังแทรกเข้ามาในตัวเขา “ไม่!!โยฮันน์..เอามันออกไป..”

คำเว้าวอนไม่มีผล เมื่อชายหนุ่มผมทองบิดปืนในมือควานเข้าไปด้านในร่างกายของแวมไพร์หนุ่มอย่างไร้ปรานี

“อ๊า!!..เจ็..บ..ได้โปรดเถอะ..โยฮันน์”

นักล่าทำสีหน้าโกรธแค้นออกมา

“ได้โปรดเหรอ..” เขาเค้นเสียงลอดไรฟัน “..แล้วตอนที่พวกแกฆ่าแม่ของข้า พวกแกเคยฟังคำร้องขอชีวิตของท่านบ้างรึเปล่าล่ะ!!”

ด้วยแรงโกรธ โยฮันน์กระชากปืนออกมาอย่างแรงแล้วลั่นไกโดยเล็งไปที่ไหล่ซ้ายของแวมไพร์ตรงหน้า

เปรี้ยง!!

“อ๊า!!” เจโนหวีดเสียงลั่น ร่างบางทรุดฮวบลงบนพื้นพร้อมกับเอามือกุมไหล่ข้างที่ถูกยิงไว้ โชคดีที่มันไม่ใช่กระสุนเงิน ไม่อย่างนั้นมันคงจะอันตรายกว่านี้แล้ว..

กระนั้นเลือดแดงฉานก็ยังไหลนองลงปะปนกับของเหลวสีขาวที่นองอยู่แต่เดิม ชายหนุ่มงอตัวด้วยความเจ็บปวด

แต่ว่า..เพราะแบบนั้น เขาถึงได้ตื่นเต็มตาทั้งที่คิดว่าเหนื่อยจนจะเผลอหลับได้ทุกเมื่อแล้วแท้ ๆ

โยฮันน์มองร่างตรงหน้าด้วยแววตาที่ยังคงอารมณ์กรุ่นโกรธ เขาหอบหายใจหนัก ก่อนจะพยายามสงบมันลง ยกปืนในมือที่เปื้อนไปทั้งคราบเลือดสีแดงและคราบน้ำสีขาวขึ้นแตะริมฝีปาก ก่อนจะกระชากร่างบางที่ยังบาดเจ็บเข้าหาตัวแล้วแทรกตัวเข้าไปรวดเดียว

“อ๊า!!” เจโนกรีดร้องออกมา ก่อนจะเปลี่ยนเป็นเสียงครางด้วยอารมณ์ใคร่ “อา..อา..”

โยฮันน์แสยะยิ้มอย่างรังเกียจ ขณะโยกตัวเร็วและรุนแรงมากขึ้น ไม่นำพาต่อปากแผลที่ฉีกออกของอีกฝ่ายเลยสักนิด ธารน้ำแห่งชีวิตหลั่งเข้าไปในตัวอีกฝ่าย เจโนหอบแฮ่กด้วยความเหนื่อยอ่อน แต่โยฮันน์ยังไม่หยุดเท่านั้น

มือหนาพลิกร่างบางให้หันมานอนหงายเผชิญหน้า ดึงมีดสั้นออกมาจากข้างเอวแล้วปักลงไปยึดฝ่ามือบางกับพื้น ตัดผ่ารอยสักรูปผีเสื้อสีแดง ก่อนจะดันตัวเข้าไปลึกกว่าเดิมจนคนถูกกระทำจุกจนร้องออกมา

“อะ..เจ็บ..พอที..โยฮันน์..”

แน่นอนว่าเสียงวอนขอของเขานั้นไร้ประโยชน์  สุดท้าย อีกฝ่ายก็ทำจนกระทั่งปลดปล่อยในตัวเขาอยู่ดี

ร่างสูงถอนตัวออกไปหลังเสร็จกิจ ทิ้งให้เขานอนแผ่นิ่งอยู่ตรงนั้นด้วยไม่มีเรี่ยวแรงจะขยับตัว โชคดีที่คราวนี้อย่างน้อย ๆ อีกฝ่ายก็ไม่ได้ขวางการปลอดปล่อยของเขาเหมือนทุกที แต่การที่หลั่งออกมามากขนาดนี้ก็เป็นปัญหาตรงที่มันทำให้เพลียราวกับจะหมดแรงลงได้ทุกเมื่อ

เจโนปิดเปลือกตาลงช้า ๆ ขณะเตือนตนเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าจะหลับตอนนี้ไม่ได้

 

โยฮันน์จัดเสื้อผ้าของตนให้เข้าที่ ก่อนจะเดินออกมานอกห้องลงทัณฑ์ ชายหนุ่มก้มลงมองเลือดจำนวนมากที่ไหลเปรอะฝ่ามือ พยายามอย่างยิ่งที่จะไม่นำพาต่อมัน

เขาหยุดตอนนี้ไม่ได้หรอก..ไม่อย่างนั้น..เขาก็ไม่มีทางที่จะยกโทษให้ตัวเองได้แล้วน่ะสิ..

 

ภายในโบสถ์นั้นแทบจะว่างเปล่า พวกนักบวชปกติไปเข้านอนกันหมดแล้ว และเพราะที่นี่เป็นโบสถ์ขนาดเล็ก บุคลากรก็มีน้อย จึงไม่มีใครว่าที่แม่ชีนาทัลญ่าจะอาสาเป็นเวรกะดึกทุกวัน อย่างไรเสีย พวกนักบวชที่เหลือส่วนมากก็เป็นคนสูงอายุ คงไม่ค่อยจะแฮปปี้กับงานรอบดึกอยู่แล้ว

แต่ในความเป็นจริงแล้ว คนที่ชักจูงให้หญิงสาวทำแบบนั้นก็คือเขาเอง เพื่อที่เขาจะได้ใช้ชีวิตยามค่ำคืนต่อหน้ารูปสลักของพระผู้เป็นเจ้าได้เต็มที่ทุกวัน

หากไม่ใช่เพราะพระองค์ท่านสั่งพิพากษาโทษเขาที่รักพระองค์มากเกินไปเสียจนกลายเป็นลุ่มหลงละก็ เขาคงไม่ต้องมาใช้ร่างร่วมกับนักบวชสาวคนนี้ แล้วก็คงไม่ต้องมาทำแบบนี้ด้วย

..ทั้งหมดก็เพื่อให้ได้กลับไปหาพระเจ้าของเขา..

ไดโบลนั่งเอนหลังพิงฐานรูปสลักเยซูในโบสถ์ ปีกทั้ง 12 ทิ้งตัวลงสัมผัสพื้น ดวงหน้าหล่อเหลาของทูตสวรรค์เผยรอยยิ้มบ้าคลั่ง มือเรียวขาวที่ประดับด้วยกรงเล็บยกราวกับต้องการไขว่คว้าอนาคตอันสุกสกาวมาไว้ในมือ

“นั่นแหละ..ฆ่ากันให้ตายไปให้หมดเลย เจ้าพวกปีศาจ..ทำลายกันไปซะให้หมด” เซราฟิมตกสววรค์หัวเราะคิกคักกับตนเอง ขณะกำมือเข้ามา “..แล้วข้า..จะได้กลับไปหาพระเจ้าของข้าเสียที”

..ใช่..เพราะพระองค์ที่ไม่ต้องการให้โลกนี้มีปีศาจอยู่อีกต่อไป บอกว่าหากทำให้พวกปีศาจหายไปหมดได้ ก็จะรับเขากลับสวรรค์ไปอยู่กับพระองค์ เขาถึงได้เข้ามาตีสนิทกับพวกบลัดไนท์ที่ต้องการทำลายปีศาจ หลังจากนั้นแล้ว..พวกมันที่เป็นปีศาจก็ต้องหายไปด้วยเหมือนกัน..เพื่อพระเจ้าของเขา

..เพื่อพระองค์แล้ว..ต่อให้ต้องหักหลังเพื่อนอย่างเจไลก็ไม่ใช่ปัญหา..เหมือนอย่างที่ส่งเจ้านั่นไปไล่ตามมานา บารี่ ทั้งที่เขารู้ดีว่าใครที่เอาตัวเจโนไป..

เซราฟิมน่ะรู้ทุกอย่าง..แม้แต่อนาคตก็ด้วย..เพราะเขาเป็นคนวาดมันขึ้นมาเองนี่นา..

 

“แบบนี้ละก็..ท่าทางจะเป็นเรื่องใหญ่แล้วนะ จัลเลอร์” ซีอาโร่ว่าขณะเข็นรถเข็นของคนรักลงมายังชั้นล่าง สีหน้าของพี่ใหญ่แห่งตระกูลบลัดไนท์ยังคงเคร่งเครียด และอดีตเจ้าชายแวมไพร์ก็เข้าใจว่าเป็นเพราะอะไร

สถานการณ์ของพวกเขาไม่ค่อยดีนักในตอนนี้..สงครามระหว่างแวมไพร์และแวร์วูลฟ์กำลังจะปะทุ นักล่าเดินเพ่นพ่านในเมือง พวกอสูรกายก็ไม่รู้ว่าจะโจมตีเข้ามาเมื่อไหร่..เป็นสภาพที่มีศึกรอบด้าน ทั้งที่ควรจะสามัคคีอยู่รวมกันไว้ แต่นี่ทุกคนกลับหายตัวไปกันหมดเลย

“อืม..” จัลเลอร์ตอบคำเสียงขรึม ท่าทางคงกำลังคิดอะไรอยู่ ซึ่งซีอาโร่ก็ได้แต่มองด้วยความเป็นห่วงเท่านั้น

ราวกับรู้สึกได้ถึงสายตาที่มองมา ชายหนุ่มผมสีเทาจึงได้เงยหน้าขึ้นแล้วยิ้มให้อย่างปลอบใจ

“ไม่เป็นไรหรอก เด็กพวกนั้นแข็งแกร่งกว่าที่คิด น่าจะรู้ดีกันอยู่แล้วด้วยว่าอะไรเป็นอะไร คงไม่มีปัญหาอะไรหรอกน่า” เขาพูดอย่างที่รู้กันดีว่าพยายามหลอกตัวเองและคนฟัง “ไม่ต้องห่วงข้าขนาดนั้นก็ได้ ทางเจ้าเองนั่นแหละ..ไม่ได้ไปทำงานมา 2 วันแล้วนะ ทางนั้นน่าจะยุ่งกันไม่น้อยล่ะ เอลริคก็หายตัวไปพร้อมกันด้วยแบบนี้น่ะ”

“อืม..นั่นสินะ” อดีตเจ้าชายแวมไพร์ตอบรับเสียงเบา ๆ มือที่จับมือจับของรถเข็นกำแน่นเข้า “นี่..ข้าจะกลับไปที่ศูนย์บัญชาการตำรวจสักหน่อย เจ้า..ไปกับข้าได้ไหม ถือซะว่าไปหาข้อมูลที่นั่นก็ได้ เผื่อจะมีความเคลื่อนไหวของพวกอสูรกายเพิ่มเติมเข้ามาไง..แค่แปบเดียว แล้วเราก็จะกลับมากัน..นะ”

ซีอาโร่ไปกล้าพูดความจริงออกไป ที่อยากให้ไปด้วย ก็เพราะกลัวว่าถ้าเขาออกไปตอนนี้แล้วกลับมาอีกที คนรักก็จะหายไปด้วยอีกคนต่างหาก..

จัลเลอร์มองลอดผ่านแว่นสายตาเข้าไปในดวงตาสีน้ำตาลเข้มของร่างบาง ไม่ทราบว่ามองเห็นความหวาดกลัวนั่นหรือไม่ แต่สุดท้ายเขาก็ยิ้มออกมาอย่างอ่อนโยน

“ได้สิ ข้าจะไปกับเจ้า”

 

อเล็กซ์ไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน เจ้าชายนักล่าเมืองที่ผ่านสมรภูมิมานับไม่ถ้วนอย่างเขา กลับรู้สึกอึดอัดที่ต้องมายืนอยู่ท่ามกลางนักรบแนวหน้าของเผ่าแวร์วูล์ฟเนี่ยนะ..ความรักมันจะทำให้ชีวิตของเขาผิดเพี้ยนเกินไปหน่อยแล้ว..

แอนนายืนอยู่หัวโต๊ะยาวที่แต่เดิมน่าจะเป็นโต๊ะรับประทานอาหารของปราสาทแต่ตอนนี้เอามาใช้ต่างโต๊ะประชุม ร่างเล็ก ๆ ต้องใช้เก้าอี้ต่อความสูงเพื่อให้ก้มตัวอยู่เหนือแผนที่เมืองได้กำลังใช้ความคิดและทำสีหน้าจริงจัง ซึ่งมันดูน่ารักน่าชังมากกว่าจะน่าเกรงขาม

“ฐานที่มั่นของพวกเอเวอร์ลาสติ้งตั้งอยู่ในเขตตัวเมือง”  เฟลิกซ์ ฮิมเมลริช หนึ่งในนักรบชั้นแนวหน้าที่ถล่มปราสาทแวมไพร์ยึดอำนาจเมืองมาไม่ต่ำกว่า 10 เมืองเอ่ยรายงานเสียงขึงขัง

อเล็กซ์จำได้แล้วว่าทำไมเขาถึงได้ชอบชวนชุนห์กับชาร์ลส์ออกไปเที่ยวในเมืองล่วงหน้าก่อนที่จะเริ่มสงคราม นั่นก็เพราะหลังจากที่เจ้าพวกนี้มาแล้ว บรรยากาศลั้ลลาที่เขาหลงใหลก็จะถูกเป่าดับด้วยใบหน้าเครียด ๆ และท่าทีขึงขังของพวกมัน

ไม่รู้ว่าแอนนาทนอยู่กับพวกมันเข้าไปได้ยังไง

“นอกจากพื้นที่มั่นของพวกมันจะไม่เอื้ออำนายต่อการบุกเข้าไปแล้ว สมาชิกของตระกูลนี้ก็ยังขึ้นชื่อเรื่องของการทำสงคราม ที่ผ่านมามีหลายเผ่าที่ปะทะกับพวกเอเวอร์ลาสติ้งแล้วพ่ายแพ้..” เฟลิกซ์กล่าวเสริม

“ก็น่าจะเป็นอย่างนั้นอยู่แล้วนี่ ท่านฮิมเมลริช” มาร์เซล ริตเตอร์ หัวหน้าหน่วยกำลังเสริมเอ่ยขึ้นมา “ถ้าไม่แน่จริง พวกมันคงไม่มีทางรวมอำนาจที่แตกกระจายตั้งแต่ราชวงศ์วาคานล่มสลายกลับมาได้หรอก ทุกวันนี้ที่พวกซอมบี้ดูดเลือดยังดำรงเผ่าพันธุ์กันมาได้โดยไม่สูญสลาย ก็เพราะมีตระกูลเอเวอร์ลาสติ้งเป็นศูนย์กลาง”

“จะประมาทไม่ได้” คราวนี้เป็นเสียงเข้ม ๆ ของธีโอดอร์ เทราก็อต นักรบแนวหน้าอีกคน “หากล้มพวกมันได้ละก็ พวกซอมบี้ดูดเลือดก็จะถึงกาลอวสานแน่ ๆ”

อเล็กซ์กลอกตาไปมาด้วยความเหนื่อยหน่าย เจ้าพวกนี้มันจะซีเรียสไปถึงไหนกันน้า จะรบก็รบ จะบุกก็บุก จะเอาอะไรก็ว่ามาสักอย่าง มัวแต่พิรี้พิไรรำพันพูดอะไรที่ทำให้บรรยากาศมันตึงหนักกว่าเดิมอยู่นั่นแหละ ไอ้อะไรแบบนี้น่ะ ขอเจอแค่ชุนห์คนเดียวพอได้ไหม

เขานับถือพี่ชายของตัวเองจริง ๆ ที่แม้จะอยู่ต่อหน้าพวกหน้าถมึงทึงแถมเอาแต่พูดอะไรเครียด ๆ แบบนี้แล้วก็ยังไม่สนใจ แต่กลับก้มหน้าก้มตามองแผนที่ต่อไปอย่างครุ่นคิด

ครู่หนึ่ง แอนนาก็เงยหน้าขึ้นมาจากแผนที่

“แผนที่ที่นี่ดูยากชะมัดเลยแฮะ” ราชาตัวน้อยถอนหายใจเฮือก “เอาเถอะ ช่างมันละกัน”

“ร..ราชา ตรัสอะไรเช่นนั้นพะยะค่ะ” วาเลนติน ฟรีดแมน ที่ถ้าอเล็กซ์จำไม่ผิดรู้สึกว่าจะเพิ่งมารับตำแหน่งใหม่ไม่นานร้องท้วงเสียงหลง

“ทำไมล่ะ” แอนนาหันไปถามหน้าตาย “ถ้าบุกเข้าไปไม่ได้เพราะติดว่ามันอยู่ในเขตเมืองของพวกมนุษย์ เราก็รออยู่เฉย ๆ จนกว่ามันจะบุกเข้ามาเองก็ได้นี่ ชุนห์บอกเองนี่นาว่าตอนที่เข้าไปสืบข่าวเกือบถูกจับได้ แสดงว่าตอนนี้พวกนั้นก็รู้ตัวแล้วล่ะน่า ถึงเราไม่ทำอะไร ฝ่ายนั้นก็ต้องทนโดนหยามไม่ไหวแล้วบุกมาเองนั่นแหละ”

“แต่พระองค์..” วาเลนตินยังคงค้าน อย่างที่อเล็กซ์และคนอื่น ๆ ในห้องประชุมรู้สึกว่าเขาน่าจะเงียบได้แล้ว “..ทำแบบนั้นก็เท่ากับเป็นการยอมอ่อนข้อให้พวกแวมไพร์น่ะสิครับ”

“เจ้า..ฟรีดแมนสินะ..” ราชาเบือนดวงตาสีน้ำตาลมายังทหารคนเก่งที่ต่อปากต่อคำไม่หยุด วินาทีนั้น ร่างเล็ก ๆ ที่ดูไร้พิษสงก็น่ากลัวขึ้นมาทันตาจนวาเลนตินตัวสั่น

“อ..ราชา..” แรงกดดันมหาศาลโถมลงมาจนเขาต้านไม่ไหว

“คนออกคำสั่งในที่นี้คือใคร ฟรีดแมน” แอนนาถามเสียงเย็นขณะก้าวเข้าหาอีกฝ่ายอย่างจงใจกดดัน “ข้า..หรือว่าเจ้า..”

วาเลนตินทรุดฮวบลงไปนอนกองกับพื้น ลมหายใจติดขัด ขณะละล่ำละลักตอบ

“ท่าน..ขอรับ ราชาแห่งข้า..”

“อื้ม..” แอนนายิ้มออกมา แรงกดดันมหาศาลหายวับราวกับเรื่องโกหก “เข้าใจแล้วสินะ”

อเล็กซ์มองดูวาเลนตินตะเกียกตะกายลุกขึ้นอย่างยากลำบากทางหางตา หมอนี่ไม่ได้รู้อะไรเลยจริง ๆ คิดหรือว่าถ้าไม่มีอำนาจที่เหมาะสม ไอ้พวกหน้าโฉดทั้งหลายนั่นจะยอมให้แอนนาที่แทบจะไม่มีสง่าราศีของราชาเลยครองบัลลังก์มาได้จนบัดนี้น่ะ

ราชาแห่งแวร์วูล์ฟหันมาทางนักรบที่เหลือ รอยยิ้มบนใบหน้ากลับกลายเป็นน่ากลัวอย่างประหลาด

อเล็กซ์ลอบถอนหายใจออกมาเบา ๆ เมื่อคิดว่าในที่สุดการประชุมไร้สาระนี่ก็จบลงได้เสียที เขาจะได้กลับไปหาออคเตเวียส..

ครืน..

ไม่ทันที่ฝันอันแสนสุขจะได้เป็นจริง ปราสาททั้งหลังก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง

“เกิดอะไรขึ้น!!” เฟลิกซ์ร้องถามเสียงเครียด ทั้งที่ปกติเขาก็เป็นคนเครียดจะแย่อยู่แล้ว

ทหารคนหนึ่งวิ่งพรวดพราดเข้ามา

“เอเวอร์ลาสติ้งครับ!!พวกมันบุกมาที่นี่”

วาเลนตินเงยหน้าขึ้นมองนายเหนือหัวเหมือนไม่อยากเชื่อสายตา ขณะที่แอนนาแย้มรอยยิ้มลึกลับ แววตาสีน้ำตาลทอประกายระริก

“อย่างที่บอกใช่ไหมล่ะ” เขาว่าพลางหัวเราะคิกคัก “เอาล่ะ ไปต้อนรับพวกนั้นกันเถอะ”

 

จาชัวร์ยืนอยู่แนวหน้าสุดของพวกแวมไพร์ใต้บัญชาของตระกูลเอเวอร์ลาสติ้ง ไม่เพียงเท่านั้น ราวกับรู้ดีว่าถ้าสูญเสียคลูชไปพวกตนจะไม่มีสิทธิ์ได้โงหัวในโลกปีศาจนี้อีก เพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์จากทั่วทุกสารทิศที่เหลืออยู่จึงได้มาเข้าร่วมในศึกครั้งนี้กันหมด

การโจมตีระลอกแรกเกิดจากฝีมือของแวมไพร์ที่มีความสามารถในการโจมตีด้วยเวทย์ระยะไกล แต่แค่ลูกไฟขนาดใหญ่ก็ทำได้แค่เจาะรูหลังคาปราสาทและเรียกให้พวกนั้นออกมาเท่านั้น

คุณชายหนุ่มผู้เปรียบดั่งเจ้าชายคนสุดท้ายของเผ่าพันธุ์ขยับดาบในมือ เขาต้องจบสงครามนี่ให้เร็วที่สุดด้วยชัยชนะของแวมไพร์ ไม่อย่างนั้น สถานภาพของพวกบลัดไนท์ที่ถูกรังเกียจจากทั้งปีศาจและนักล่าจะย่ำแย่ลง แบบนั้นมันอันตายต่อแมกซิลอสของเขา

..จะราชา หรือ เจ้าชายนักล่าเมืองนั่นก็ได้ ..เขาต้องฆ่าแกนนำอย่าง 2 คนนั่นให้เร็วที่สุด..

 

แมกซิลอสยืนอยู่บนยอดเขาที่มองลงไปจะเห็นปราสาทเก่าที่กลายเป็นสมรภูมิไปแล้วพอดี ดวงตาสีแดงจับจ้องมองเหตุการณ์เบื้องหน้าอย่างระวัง เขไม่สามารถเข้าร่วมสงครามได้โดยตรงเพราะสถานภาพของความเป็นบลัดไนท์ แต่ถ้ารอให้ชุลมุนอีกหน่อย ต่อให้แฝงตัวเข้าไปก็ไม่ใช่ปัญหา

จริงอยู่ว่าการทำลายพวกปีศาจไปให้หมดเป็นเป้าหมายของเขา แต่ถึงอย่างนั้นก็จะไม่ยอมให้จาชัวร์เป็นอะไรไปแน่..

..ไม่มีวัน..

 

แรงสั่นสะเทือนทำให้ออคเตเวียสที่กำลังนอนกลางวันรอบที่ 3 ตื่นขึ้นมาแล้วหันมองซ้ายขวาด้วยความงัวเงีย

“อเล็กซ์..” พอมองหาคนรักก็ไม่เห็นแม้แต่เงา ไม่ใช่ว่าอเล็กซ์เข้ามาปลุกให้กินของว่างหรอกเหรอ..

ตูม!!

คราวนี้มีเสียงกัมปนาทชัดเจน ออคเตเวียสลุกขึ้นแล้วเดินไปยังหน้าต่าง พอมองออกไป สภาพความวุ่นวายของสงครามขนาดย่อมก็ปรากฏให้เห็น

แวมไพร์หนุ่มน้อยขยี้ตามองมันอย่างไม่รู้สึกรู้สาอะไร เจ้าตัวพึมพำแผ่วเบาด้วยน้ำเสียงราบเรียบราวกับว่านั่นเป็นเรื่องทะเลาะกันของสามีภรรยาข้างบ้านที่เห็นเป็นประจำก็ไม่ปาน

“อ้าว..เริ่มกันแล้วเหรอ”

 

“ท่านผู้บัญชาการ!!”

ทันทีที่ซีอาโร่เข็นรถเข็นพาจัลเลอร์เข้ามาในสำนักงานตำรวจที่ทำงานอยู่ประจำ พวกลูกน้องทั้งหมดก็ร้องเรียกเขาด้วยความยินดีสุดซึ้งปานได้พบพระผู้ช่วยให้รอดก็ไม่ปาน

“ท่านหายไปไหนมาครับ!!” อูเกน เฮอร์แมน ถาม “แล้วนี่ท่านรองผู้บัญชาการ..”

“โทษทีนะ ไว้ฉันจะมาให้คำตอบทีหลังแล้วกัน..” ซีอาโร่บอกปัด ก่อนจะเข็นรถพาจัลเลอร์ตรงไปยังห้องทำงานของตน แล้วปิดประตูขังเสียงร้องโวยวายของพวกตำรวจไว้ข้างนอก

อดีตเจ้าชายถอนหายใจออกมา

“บอกแล้วไงว่าอย่าหยุดงาน” จัลเลอร์แซว “เนื้อหอมน่าดูเลยนะ ผู้บัญชาการ”

“แล้วคิดว่าข้ามาทำงานแบบนี้เพื่อใครกันล่ะ” ซีอาโร่ย้อน “ต้องเตรียมเรื่องของเอลริคด้วย จะบอกว่าหายสาบสูญเดี๋ยวก็เป็นเรื่องใหญ่กันอีก ปล่อยไว้แบบนี้คงไม่ได้..”

ตำรวจหนุ่มผละจากคนรักแล้วเดินไปทางโต๊ะทำงาน ในตอนนั้นเองที่เขาสังเกตเห็นความผิดปกติที่เกิดขึ้น

ลิ้นชักล่างสุดที่ไว้เก็บเอกสารของพวกปีศาจเปิดออกมาเล็กน้อย ไม่สิ ต้องบอกว่าถูกดันกลับเข้าไปไม่สนิทด้วยความรีบร้อนต่างหาก กระดาษแผ่นหนึ่งยื่นออกมาจากลิ้นชัก ซีอาโร่จำมันได้โดยไม่ต้องดึงออกมาดูด้วยซ้ำ

..รูปถ่ายของเขาเมื่อปี 1430..

“มีอะไรเหรอ ซีอาโร่” จัลเลอร์ถาม เมื่อเห็นอาการผิดปกติของคนรัก

ก๊อก..ก๊อก..

“ขออนุญาตครับ” เสียงหนึ่งดังขึ้นหน้าประตูก่อนที่เอมิล เบเยอร์จะโผล่หน้าเข้ามา “เมื่อสักครู่มีคนแจ้งมาว่าพบชายคนหนึ่งบาดเจ็บสาหัสที่สถานีรถไฟ..ตัวสถานีเองก็เสียหายยับเยินด้วยครับ”

แต่ซีอาโร่กลับไม่ได้สนใจเนื้อหาที่อีกฝ่ายพูดมาเลยสักนิด กลับรีบถามกลับหน้าซีดเผือด

“เบเยอร์..มีใครเข้ามาค้นเอกสารในห้องข้ารึเปล่า”

ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาทำหน้าเหรอหรา

“เอ่อ..ก็ไม่มีนี่ครับ เพราะผู้พันเฮอร์แมนรับหน้าที่คุมงานแทน 2 วันมานี้เลยไม่มีใครเข้ามา..เอ่อ..” เขาชะงักไปนิดนึงเหมือนเพิ่งนึกขึ้นมาได้  “จะมีก็แต่สายตรวจย์โนลด์ที่ผมเห็นออกจากห้องนี้เมื่อเช้า..”

จัลเลอร์หันไปมองหน้าคนรักเหมือนจะรับรู้ได้ว่ามีเรื่องร้ายแรงบางอย่างเกิดขึ้น ขณะที่ซีอาโร่ทวนชื่อนั้นออกมาด้วยสีหน้าลำบากใจ

“เชลดอนเหรอ..”

 

เฟบรีสลุกออกมาจากห้องนอนของแมนทักซ์ด้วยเพราะผิดสังเกตที่เช้าวันใหม่มาเยือนแล้ว แต่บ้านก็ยังคงเงียบผิดปกติ ทั้งที่มันควรจะโหวกเหวกได้แล้ว ถึงเอเพิร์ลจะโดนเขาสั่งทำโทษให้นั่งคุกเข่าสำนึกผิดอยู่ในห้องของตนเองแถมแมนทักซ์ก็ยังไม่หายดีก็เถอะ แต่ก็ควรจะมีเสียงออคเตเวียส เถียงกับนาแวนหรือแองกัสบ้างได้แล้ว

ร่างสูงเดินลงไปยังห้องครัว ที่ซึ่งเมดสาวกำลังจัดโต๊ะอาหารอยู่ และจำนวนจานที่วางมันก็ออกจะน้อยไปหน่อย

“คนอื่นหายไปไหนกันหมด เบ็คก้า..” เขาถาม นับจากบนโต๊ะที่มีแค่ 5 ใบเท่านั้น

“นายท่านออกไปกับท่านซีอาโร่เจ้าค่ะ” ซอมบี้สาวตอบ “คุณชายท่านอื่นก็หายตัวไปไม่ทราบที่อยู่ด้วย ตอนนี้เหลือแค่คุณชาย คุณชายเอเพิร์ล คุณชายนาแวน คุณชายเดคคาร์แล้วก็คุณชายแมนทักซ์เท่านั้นเจ้าค่ะ”

“แองกัสก็ไม่อยู่ด้วยงั้นเหรอ” เฟบรีสทวนคำแล้วก็นิ่งเงียบไปเนิ่นนาน

หลายวันแล้วที่เขาเอาแต่ดูแลแมนทักซ์..ถ้าจำไม่ผิด รู้สึกว่าแองกัสจะออกไปจัดการเด็กที่ชื่อลุดวิกอะไรนั่นนี่นา..

ความรู้สึกหนักหน่วง ตกตะกอนอยู่ในหัวใจอย่างหาสาเหตุไม่ได้

..แองกัส..

“ข้าจะออกไปตามหา ฝากดูแลแมนทักซ์ให้ทีนะ เบ็คก้า” เฟบรีสสั่งสั้น ๆ ซึ่งเมดสาวก็ค้อมตัวรับคำ ก่อนที่ร่างสูงจะก้าวพรวด ๆ ออกไปจากบ้าน

นาแวนกับเดคคาร์โผล่หน้าออกมาจากช่องบันไดทันทีที่ประตูบ้านปิดลง

“เฟบรีส..ไปไหนของเขาน่ะ” เจ้าหนุ่มผมเดรดล็อคถามขึ้นก่อน

“ไม่รู้สิครับ” น้องชายผมทองตอบ “จะว่าไป เฟบรีสกับแองกัสก็ชอบไปไหนลับ ๆ ล่อ ๆ กันสองคนมาแต่ไหนแต่ไรแล้วนี่นา ไปไหนของเขากันน้า”

นาแวนนิ่งคิดไปอึดใจ ก่อนจะยิ้มออกมาอย่างเจ้าเล่ห์

“นี่ ตามไปดูกันเถอะ..จะได้รู้ไงว่าสองคนนั้นไปไหนน่ะ”

เดคคาร์มองหน้าพี่ชายเหมือนไม่ค่อยเต็มใจ แต่พอโดนคยั้นคยอเข้าหน่อยก็ใจอ่อนยอมตามในที่สุด

“เอาก็เอา”

 

ดังนั้น ตอนที่เอเพิร์ลแอบหนีออกมาจากห้องก่อนหมดเวลาทำโทษจึงไม่เจอใครอยู่เลย

..แจ๋ว..

ชายหนุ่มหัวเราะคิกคักกับทางโล่งโจ้งตรงหน้า ใครมันจะยอมอยู่แต่ในห้องจนหมดเวลาทำโทษกันล่ะ  เฟบรีสออกจากบ้านยามกลางวัน หาได้ง่าย ๆ ซะที่ไหน ไม่ฉวยโอกาสไว้ก็บ้าเต็มทนแล้ว อุตส่าห์มีช่องทางสักทีแบบนี้ ก็ต้องหนีเที่ยวให้คุ้มล่ะครับท่าน

ว่าแล้วร่างสูงก็เผ่นแน่บออกไปจากบ้านด้วยความไวแสง กระนั้นก็ยังไม่พ้นสาตาของเบ็คก้าอยู่ดี

แต่เพราะเป็นศพที่ได้แต่ผังคำสั่งจากเจ้านาย หญิงสาวจึงไม่ได้ท้วงติงแม้แต่น้อย ทำได้เพียงรับรู้ความจริงว่า ตอนนี้..ที่บ้านเหลือแค่เธอ คุณชายแมนทักซ์ที่ยังบาดเจ็บหนักและยัวร์ไลน์ สัตว์เลี้ยงเท่านั้น

 

..ไม่อยู่เหรอ..

เฟบรีสยืนอยู่หน้าบ้านของลุดวิกที่เขาได้มาตามคำบอกเล่าของแมนทักซ์ แต่กลับไม่มีแม้วี่แววเงาของแองกัส อีกทั้ง..เด็กชายคนนั้นก็ยังอยู่ดีมีสุขอีกด้วย

..ไม่ได้ฆ่าเหรอ..

พี่ชายคนรองนึกอย่างแปลกใจ ปกติแองกัสมักจะทำงานเรียบร้อยเสมอ ทั้งไม่เอิกเกริกและไม่เคยพลาด แต่นี่กับแค่ฆ่าเด็กคนเดียว..หมายความว่าน้องชายของเขาจงใจปล่อยให้อีกฝ่ายรอดอยู่สินะ

ถ้าอย่างนั้น..ก็เหลือที่เดียวแล้วที่แองกัสจะไป..

ร่างสูงหันหลังกลับกำลังจะออกเดินพอดี เมื่อเด็กชายสวมชุดสูทคนหนึ่งยืนขวางอยู่เบื้องหน้า

..เอิร์ลดอม แฟนตาทาสม่า..

“แก..” เฟบรีสเอ่ยได้เท่านั้นก็เงียบไป เพราะเขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของใครอีกคนที่คุ้นเคยกว่า

ชายหนุ่มสวมชุดจีนปรากฏตัวขึ้นด้านหลังเขา

..ซิหลง ซือเหลียง..

เด็กชายที่เปลี่ยนร่างเป็นเด็กสาวหัวเราะคิกคัก ขณะที่ชายหนุ่มยิ้มประหลาด ยกนิ้วขึ้นแตะริมฝีปากขณะเอ่ยคำ

“จ๊ะเอ๋..เจอกันจนได้นะ คุณพี่ชายคนเก่ง”

 

 

 

 

 

 

Blood 25 : Finding and Fallen

posted on 31 Oct 2010 20:54 by baruda

Blood 25 : Finding and Fallen

 

               

                อเล็กซ์มาถึงโรงแรมที่นัดกันไว้ผิดเวลาไปเล็กน้อย ทั้งที่คิดว่าจะไม่ยอมสายเพราะมันจะทำให้ออคเตเวียสถือไพ่เหนือกว่าตนแล้วแท้ ๆ แต่เพราะคนที่บังเอิญชนกันบนถนนนั่นทำให้เขาเสียเวลา

เจ้าชายแวร์วูล์ฟทำหน้ามุ่ยพลางยกแขนเสื้อของตนขึ้นมาสูดกลิ่น จู่ ๆ ฝ่ายนั้นก็เข้ามาเกาะแขน กลิ่นมันถึงได้ติดตัวเขามาด้วยแบบนี้ แต่ว่า..กลิ่นของมนุษย์ไม่น่าเป็นแบบนี้ คนเมื่อกี้ เป็นปีศาจ..

..ไนท์แมร์..

โดยส่วนตัวแล้ว อเล็กซ์ไม่ค่อยพิศวาสปีศาจกลุ่มความฝันพวกนี้เท่าไหร่ เพราะพวกมันชอบการล่อลวงโดยหยิบยื่นความสุขจอมปลอมให้ และนั่นไม่ใช่ประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้าที่เขานับถือ

การมาพบกับคู่รักโดยมีกลิ่นปีศาจอื่นติดตัวมาด้วยคงไม่ใช่อะไรที่ดี แต่ตอนนี้เขาเองก็ไม่มีเวลามาสนใจเรื่องการลบกลิ่น ดังนั้น จึงได้แค่ภาวนาให้คนสวยของเขาจมูกไม่ไวพอ แล้วอเล็กซ์ก็เปิดประตูเข้าไปทั้งอย่างนั้น

“ชักช้า!!” เสียงหวานเอาแต่ใจร้องตำหนิมาแต่ไกลทันทีที่เขาเปิดประตูเข้าไป

ออคเตเวียสส่งสายตางอน ๆ มาให้จากบนเตียงที่เจ้าตัวกำลังนอนเอกเขนกอย่างสบายอารมณ์รออยู่ ดวงหน้าหวานไม่สมชายและดวงตาสีดำคู่สวยเบือนมาทางเขา

“กล้าปล่อยให้ข้าคนนี้รอนานขนาดนี้ได้ยังไงกัน”

“ข้าช้าไปแค่ 5 นาทีเท่านั้นเองนะ” อเล็กซ์ว่าพลางปิดประตูตามหลัง

“แค่นั้นมันก็นานสำหรับข้าแล้วนี่นา” แวมไพร์หนุ่มน้อยบ่น ขณะบิดตัวลุกขึ้นจากเตียง เสื้อขนเฟลอร์สีขาวที่สวมไว้หลวม ๆ เลื่อนหลุดลงมาเล็กน้อยเผยให้เห็นช่วงไหล่ขาวบอบบาง

อเล็กซ์ลอบกลืนน้ำลายเบา ๆ แต่ไม่แสดงปฏิกิริยามากกว่านั้น ทำไมเขาจะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจงใจยั่ว แล้วแบบนี้ใครมันจะยอมตกหลุมง่าย ๆ กันล่ะ

ร่างสูงไหวไหล่อย่างไม่ใส่ใจแล้วเดินตรงไปยังเก้าอี้เพื่อเตรียมจะถอดเสื้อโค้ดพาดไว้แทน พอเห็นว่าแผนยั่วหมายเลข 1 ของตนไม่ได้ผล ออคเตเวียสก็หน้ามุ่ย ถึงจะรู้อยู่แล้วว่าเจ้าชายนักล่าเมืองคงไม่ยอมตกหลุมง่าย ๆ เหมือนเหยื่อก่อนหน้านี้ก็เถอะนะ แต่เล่นเมินกันขนาดนี้เลยเหรอ แต่จะว่าไป อเล็กซ์ก็ไม่เคยแสดงท่าทีหลงเขาหัวปักหัวปำแบบนั้นมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว เขาต่างหากที่ติดอีกฝ่ายแจ ที่สำคัญคือ คนเป็นเจ้าชายก็น่าจะมีคนตามใจเยอะเสียด้วย ถ้างอแงมากไปบางทีคงจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่

..งั้นยอมอ่อนลงนิดนึงก่อนดีกว่ามั้ง..

ว่าแล้วเจ้าตัวก็เปลี่ยนแผนการอย่างฉับพลัน กระโดดผลุงลงจากเตียง แล้วสวมกอดร่างสูงไว้หมับ

“นี่..อย่างน้อยก็ขอโทษหรือปลอบใจข้าที่ต้องรอหน่อยไม่ได้รึไ..” ท้ายเสียงขาดหาย ดวงตาสีดำเบิกกว้างขึ้น ใบหน้าน่ารักพลันถอดสี เมื่อตำแหน่งที่เขาโอบกอดคนรักอยู่นี้ ทำให้ได้กลิ่นที่ติดมาตรงแขนเสื้อนั้นได้อย่างชัดเจน

..กลิ่นของหลุยส์ มอง ดิว..

ออคเตเวียสผละตัวออกไปอย่างแรงราวกับต้องของร้อน ร่างบางหอบหายใจหนักด้วยแรงอาฆาตที่โถมขึ้นมา

..แค้น แค้นยิ่งกว่าอะไร อยากทำลายให้หายไปด้วยมือนี้..

อเล็กซ์สังเกตเห็นปฏิกิริยานั้นของคนรัก จากเดิมที่คิดว่าจะทำเย็นชาให้คนสวยมาง้อเขาเองอีกสักหน่อยก็เลยต้องเปลี่ยนมาประคองตัวอีกฝ่ายไว้เสียแทน

“เป็นอะไรไป” เขาถาม แต่อีกฝ่ายก็ยังคงยืนนิ่งทำหน้าเหมือนพร้อมจะทำลายโลกได้ทั้งใบ “ออคเตเวียส”

เจ้าของนามสะดุ้งเบา ๆ เหมือนเพิ่งจะรู้สึกตัว ก่อนจะร้องถามอย่างร้อนรน

“เจ้าไปเจอเจ้านั่น..เจ้านั่นอยู่แถวนี้เหรอ เจ้าไปเจอมันได้ยังไง!!”

“เดี๋ยว..ใจเย็น ๆ ก่อนสิ คนสวย” คำถามที่ทะลักเข้ามาเหมือนน้ำหลากทำให้อเล็กซ์ต้องปลอบร่างบางให้สงบลงก่อน “ข้าแค่บังเอิญเดินชนกับเขาเท่านั้นเอง เจ้าเป็นอะไ..”

เจ้าชายแวร์วูล์ฟนิ่งไปเพราะเพิ่งจะฉุกคิดขึ้นมาได้

..ผู้ชายที่เดินชนกับเขา คือ คนเดียวกับที่สู้กับออคเตเวียสในคืนแรกที่เขามาถึงคลูช..

“เขา..สู้กับเจ้า..แล้วเจ้ายังเป็นแบบนี้ทั้งที่แค่ได้กลิ่นปีศาจที่ติดตัวข้ามา..” อเล็กซ์ประเมินเหตุการณ์แล้วก็ถามเสียงเครียด “ระหว่างเจ้ากับเขา มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่”

ดวงตาสีดำเงยขึ้นมองเขา แววเจ็บปวดสะท้อนขึ้นมาแทนที่

“เจ้าเป็นปีศาจ..” ออคเตเวียสเอ่ยอย่างที่อเล็กซ์ไม่เข้าใจเลยสักนิดว่ามันเกี่ยวข้องกันยังไง “ถ้าข้าเล่าแล้ว เจ้าจะเกลียดข้ารึเปล่า”

เจ้าชายหนุ่มมุ่นคิ้ว

“ทำไมข้าต้องเกลียดเจ้า..” แต่เพราะสีหน้าของอีกฝ่ายจริงจัง เขาจึงยิ้มออกมาอย่างหวังจะบรรเทาความหวาดหวั่นนั้น “ไม่มีทางหรอกน่า คนสวย ข้าเป็นคนทำอะไรแล้วรับผิดชอบนะ..อีกอย่าง ถ้าไม่ใช่เจ้า ข้าจะไปหาองค์หญิงเอาแต่ใจแถมเสน่ห์เหลือร้ายแบบนี้มาจากไหนกันล่ะ”

ออคเตเวียสยิ้มตาม แต่สีหน้ายังไม่ดูดีขึ้นเท่าไหร่ ร่างบางถอนหายใจเฮือก ก่อนจะเอ่ยถาม

“เจ้ารู้จักตระกูลบลัดไนท์ของข้าแค่ไหนกันล่ะ”

อเล็กซ์เข้าใจว่านั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการเล่าเรื่อง จึงได้พยายามนึกคำตอบอย่างจริงจัง

“ข้าเคยได้ยินแค่ว่าเคยเป็นตระกูลขุนนางของแวมไพร์ แต่ว่า เพราะพวกเจ้าเอาแต่ล่าปีศาจด้วยกันเอง ตระกูลบลัดไนท์ก็เลยกลายเป็นตระกูลนอกรีตไปเสียแทน แล้วก็ตกเป็นเป้าหมายของทั้งนักล่าและปีศาจด้วยกันเองด้วย”

ออคเตเวียสยิ้มอย่างขมขื่น

“พวกเขาบอกเจ้าแบบนั้นเหรอ ..นั่นสิ..มันก็น่าจะเป็นแบบนั้นล่ะนะ” เขาหัวเราะราวกับจะหยามเหยียดในโชคชะตาของตนเอง “พวกข้าน่ะ ไม่ได้กลายเป็นตระกูลนอกรีตเพราะล่าปีศาจหรอก แต่เพราะนอกรีต พวกเราก็เลยล่าต่างหากล่ะ”

อเล็กซ์มุ่นคิ้ว

“เจ้าหมายความว่ายังไงกัน”

แวมไพร์หนุ่มน้อยยิ้มเศร้า

“ข้ากับพี่น้อง 12 คน เกิดมาพร้อมกับคำทำนายว่าบุตรชายแห่งบลัดไนท์จะทำให้พงศ์พันธ์ของปีศาจล่มสลาย ดังนั้น ตั้งแต่จำความได้ ท่านพ่อก็ส่งพวกเราแต่ละคนไปให้ 13 อสูรกายจากนรกที่เป็นสหายฆ่าทิ้ง แต่พวกมันกลับเก็บพวกเราไว้ทรมานเล่นตามใจชอบ ตั้งแต่จำความได้ข้าก็รู้จักแต่ความทรมานมาตลอด ความแค้นสั่งสมกันมานานเข้าจนกระทั่ง สงครามครั้งใหญ่ระหว่างแวมไพร์กับแวร์วูล์ฟสิ้นสุดลงด้วยความปราชัยของฝ่ายเรา เอลริคซึ่งเป็นหนึ่งใน 13 อสูรกายก็ได้ทรยศพวกพ้องพาพวกเราหนีออกมาจากปราสาทหลังนั้น พวกอสูรกายพลาดที่ไม่ฆ่าพวกเราตั้งแต่ตอนนั้น ตอนนี้ พวกเราถึงได้ฆ่าพวกปีศาจที่เกลียดชังไปพร้อม ๆ กับการตามล่าหาตัวพวกมันไงล่ะ”

ท้ายเสียงของออคเตเวียสเริ่มสั่นกับภาพในอดีตที่ราวกับจะย้อนคืนมาเกิดขึ้นตรงหน้า หลุยส์มักจะยืนหัวเราะอยู่มุมใดมุมหนึ่งของห้อง ขณะปล่อยให้พวกปีศาจชั้นต่ำที่พาเข้ามารุมข่มขืนเขาที่ยังเป็นเด็ก วิธีการของพวกมันรุนแรงและเลวทราม เป็นแบบนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าทุกวัน ไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งที่ถูกจับปิดตา มัดมือไพล่หลังและรัดเชือกรอบแก่นกายไม่ให้ปลดปล่อย ขณะที่คนแปลกหน้าที่ไม่รู้ว่าเป็นใครแทรกเข้ามาในร่าง และสุดท้ายก็จะถูกไพ่เหล็กคมกริบของไนท์แมร์ฝากรอยไว้วันละแผล ความเจ็บปวดทรมานในตอนนั้น ไม่ว่ายังไงก็จะคืนให้เป็นเท่าตัวแน่

อเล็กซ์ไม่รู้รายละเอียดว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังจับสัมผัสความเจ็บปวดภายในแววตาสีดำคู่นั้นได้ ความเจ็บปวดและความแค้นชนิดที่ว่าไม่อาจอยู่ร่วมโลกกันได้อีกต่อไป และยิ่งไปกว่านั้น..ความจริงอีกเรื่องที่ได้รู้ก็คือ คนสวยของเขาไม่ได้อยากเป็นแบบนี้ แต่ถูกสร้างให้เป็นต่างหาก

ดวงหน้าสวยหวานผิดบุรุษเงยขึ้นมองเขาก่อนจะยิ้มออกมาอย่างเจ็บปวด

“ว่าไงล่ะ เจ้าชาย แบบนี้แล้วยังจะรักข้าที่เป็นตัวกาลกิณีอยู่อีกรึเปล่า”

อเล็กซ์รั้งร่างบางเข้ามากอดไว้แนบอก

“รักสิ..บอกแล้วไงล่ะว่าถ้าไม่ใช่เจ้า ข้าจะไปหาองค์หญิงเอาแต่ใจแถมเสน่ห์เหลือร้ายแบบนี้มาจากไหนกันล่ะ ข้ารักเจ้าเป็นผีดิบดูดเลือดแล้ว ตอนนี้ต่อให้เจ้าเป็นตัวกาลกิณีหรืออะไรข้าก็ไม่สนหรอก” เสียงทุ้มต่ำหนักแน่นกระซิบบอกที่ริมหู เรียกให้คนสวยยิ้มออกมาจริง ๆ อ้อมแขนเล็ก ๆ พยายามโอบตัวเขาไว้บ้าง

“รักอเล็กซ์ที่สุดเลย♥”

เจ้าชายแวร์วูล์ฟแค่นเสียงหัวเราะตอบคนรัก ทั้งที่แววตาของพระองค์กำลังลุกโชน

เขารักออคเตเวียส..เพราะเหตุนั้นจะไม่มีวันยอมให้ใครมาแตะต้องคนของเขาได้อีกแน่..

 

ออคเตเวียสผล็อยหลับไปได้พักหนึ่งแล้ว อเล็กซ์รอจนกระทั่งมั่นใจว่าอีกฝ่ายจะไม่ตื่นขึ้นมาในระหว่างนี้แล้วจึงลุกออกมา เขาสัมผัสไอปีศาจของชุนห์ได้นับครั้งไม่ถ้วนแล้ว แสดงว่าอีกฝ่ายอาจจะกำลังตามหาเขาอยู่ ให้มาพบกันในสภาพที่เขาอยู่กับแวมไพร์แบบนี้คงไม่ดีแน่

เจ้าชายหนุ่มเดินออกจากโรงแรมแล้วเลี้ยวผ่านเส้นทางคดเคี้ยวหลบฉากไปยืนอยู่หน้าร้านขายหนังสือ แล้วทำทีเป็นว่าหยุดดูหนังสือพิมพ์ฉบับรอบบ่ายอยู่ตรงนั้นแทน

ชุนห์ปรากฏตัวขึ้นด้านหลังเขาจริง ๆ

“องค์ชาย” ข้ารับใช้หนุ่มเอยเชิงตำหนิ “ออกมาเดินเล่นคนเดียวแบบนี้มันอันตรายนะครับ ข้าบอกให้ชาร์ลส์เฝ้าท่านไว้แล้วนี่นา”

“ข้าเป็นคนขอออกมาเองล่ะน่า” อเล็กซ์บอก “แล้วเจ้ามีธุระอะไรกับข้าล่ะ คงไม่ใช่ว่าแค่มาตามกลับบ้านหรอกใช่ไหม”

“องค์ราชาเสด็จมาถึงแล้วครับ” ชุนห์ตอบ “ท่านต้องการพบองค์ชายเพื่อจะแจ้งเรื่องสงครามที่กำลังจะเริ่มขึ้น”

แววตาสีน้ำตาลเข้มเครียดขมึงขึ้นมาทันที

..สงคราม..

ถ้าเป็นเมื่อก่อน เจ้าชายนักล่าเมืองอย่างเขาก็คงไม่กังวลกับคำคำนี้มากขนาดนี้หรอก..

“องค์ชาย..” เมื่อเห็นเจ้านายของตนเงียบไป ชุนห์จึงได้เอ่ยเรียกขึ้นมา

“รู้แล้วน่า..” อเล็กซ์ว่า “ข้าจะไปเดี๋ยวนี้แหละ”

ร่างสูงหมุนกายเดินตามข้ารับใช้คนสนิทออกไป ดวงตาเรียวคมฉายรอยชัดถึงความคิดอันยากจะหยั่งถึง..

 

เสียงกริ่งหน้าประตูร้านดังขึ้นเบา ๆ ทั้งที่เลยเวลาปิดร้านไปแล้วเรียกให้แมกซิลอสเงยหน้าขึ้นจากแก้วทรงสูงที่กำลังบรรจงทำความสะอาดมามองใบหน้าหล่อสวยของเจ้าชายแวมไพร์คนสุดท้าย

“จาชัวร์” ถ้าเป็นปกติ เขาคงจะงอนที่อีกฝ่ายมาผิดเวลานัดไปแล้ว แต่แมกซิลอสรู้สถานการณ์ตอนนี้ดีเกินกว่าที่จะมามัวทำตัวเป็นเด็ก ๆ แบบนั้น

มือเรียวเอื้อมไปสัมผัสใบหน้าของคนรักแผ่วเบา

“เป็นอะไรไปครับ สีหน้าไม่ดีเลยนะ”

“สงครามกำลังจะเริ่มแล้วครับ แมกซ์” คุณชายแวมไพร์บอก พลางจับมือนุ่มมาจุมพิต “วันนี้ผมมาบอกลาคุณ..ผมคงแวะมาหาคุณอีกไม่ได้ แต่ผมสัญญานะ ว่าจบสงครามเมื่อไหร่ ผมจะรีบกลับมาหาคุณทันที..รอผมอยู่ที่นี่ รับปากผมนะว่าจะไม่เข้าไปใกล้ปราสาทเป็นอันขาด..”

แมกซิลอสหวาดกลัวคำพูดที่ราวกับคำสั่งเสียนั้นเหลือเกิน ถึงแม้เขาจะรู้ดีว่าที่อีกฝ่ายพูดแบบนั้นออกมาก็เพื่อระบายความเจ็บปวดในใจออกมาก็ตาม แต่ทว่า..

“ไม่ครับ” ชายหนุ่มผมสีเพลิงตอบ “ผมทำแบบนั้นไม่ได้หรอก ถ้าคุณกำลังจะสู้ละก็ ผมก็จะสู้เคียงข้างคุณ จาชัวร์”

“แมกซ์..” จาชัวร์เรียกชื่อเขาเบา ๆ แต่กระนั้น ร่างบางก็ยังยืนยันหนักแน่น

“คุณช่วยผมมาตลอด ในขณะที่ผมก็ทำแต่ความเดือดร้อนให้คุณ ตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอกัน..” ภาพเก่า ๆ ในอีดตดูจะผุดพรายขึ้นมา “ดังนั้น ให้ผมได้ช่วยคุณบ้างเถอะนะ”

คุณชายหนุ่มดูจะจนด้วยคำพูด แมกซิลอสจึงซุกกายเข้าหาอ้อมอกของคนรักแล้วเอ่ยต่อ

 “นี่..วันนี้..กอดผมให้แน่นกว่าทุกวันเลยได้ไหมครับ จาชัวร์ของผม”

อีกฝ่ายคลี่รอยยิ้มออกมา

“ได้สิครับ ราชินีของผม”

 

ชุนห์พาเจ้าชายของตนมายังปราสาทร้างที่ตั้งอยู่ห่างไกลออกมาจากตัวเมือง เพราะที่นี่คือทรานซิลวาเนีย การจะมีสิ่งก่อสร้างแบบนี้เหลือทิ้งไว้จึงไม่ใช่เรื่องแปลก และมันก็มีมากเกินกว่าที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะตรวจสอบได้หมดว่ามีใครเข้าไปใช้บ้างเสียด้วย

อเล็กซ์เห็นทหารแวร์วูล์ฟที่ดูคุ้นหน้าคุ้นตาเพราะเคยทำงานร่วมกันสมัยยึดเมืองก่อน ๆ เดินป้วนเปี้ยนอยู่เต็มไปหมด หากเป็นเมื่อก่อนมันคงทำให้เขารู้สึกมั่นใจ แต่ตอนนี้กลับหายใจติดขัด คนพวกนี้ล้วนแต่ขึ้นชื่อว่าไม่ปราณีกับศัตรู โดยเฉพาะแวมไพร์..

 มันเป็นธรรมเนียนปฏิบัติที่มีมาช้านาน แวร์วูล์ฟชนะสงครามบ่อยครั้งเพราะความสามัคคีของพวกเขา อเล็กซ์กับคนสนิทจะล่วงหน้ามาสำรวจเมืองที่เป็นเป้าหมายก่อน จากนั้น ราชาก็จะพากองทัพทั้งหมดมาถล่มปีศาจเผ่าพื้นเมือง ซึ่งโดยมากก็จะเป็นพวกแวมไพร์ และยึดเมืองมา

ราชาประทับอยู่ด้านในสุดของปราสาท เงาร่างของพระองค์เป็นสีดำทะมึน ใบหน้าซ่อนอยู่ใต้เงาของฮู้ดเสื้อคลุมขนสัตว์สีน้ำตาล ทันทีที่เห็นอเล็กซ์ พระองค์ก็ขยับพระหัตถ์เป็นสัญญาณให้คนรอบข้างถอยออกไปให้หมด

อเล็กซ์หันไปพยักหน้ากับชุนห์เพื่อบอกให้อีกฝ่ายออกไปก่อน แล้วจึงหันไปเผชิญหน้ากับผู้เป็นใหญ่ในเผ่าพันธุ์เพียงลำพัง

เมื่อแน่ใจว่าอยู่กันลำพังแล้ว ราชาก็จัดแจงถอดฮู้ดออก ดวงหน้าน่ารักราวกับเด็กผู้หญิงฉีกรอยยิ้มสดใส ดวงตากลมโตสีน้ำตาลเป็นประกายระยับ เรือนผมสีทองยาวรวบไว้ด้านหนึ่งด้วยลูกปัดสีแดงสด

“อเล็กซ์!!” ร่างเล็ก ๆ ที่ดูไม่ต่างจากเด็กวัย 14-15 ปี โผเข้าหาองค์ชายหนุ่มแล้วกระโดดกอดคอเขาหมับ

“ท่านพี่ อ..แอนนา..” อเล็กซ์ต้องคว้าตัวอีกฝ่ายไว้ก่อนจะพลาดตกลงไปเจ็บตัวเอาได้

ใช่แล้ว..ผู้ชายคนนี้ คือพี่ชายของเขา – แอนลิซอน ไฟร์รอธ หรือที่เขาเรียกจนติดปากว่าแอนนามาตั้งแต่เด็ก..พี่ชายที่ภายนอกดูเหมือนเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ น่ารักคนนี้ปกครองเผ่าพันธุ์มาอย่างยาวนานและยึดครองอาณานิคมได้มากที่สุดในประวัติศาสตร์ ทั้งยังอายุมากกว่าเขาตั้งกว่าพันปีอีกด้วย

“คิดถึงอเล็กซ์จังเลย!!” แอนนาร้องเสียงใส “อากาศที่คลูชนี่หนาวชะมัดเลย รีบ ๆ ยึดที่นี่แล้วกลับไปมอนทริออลกันเถอะนะ”

“ไหนแอนนาบอกว่าอยากดูหิมะตกไงล่ะ ไม่ใช่เมืองหนาวก็ดูไม่ได้นะ” อเล็กซ์ปลอบ

“อืม..นั่นสินะ” ราชาตัวน้อยพยักหน้าเห็นด้วย “งั้นรีบ ๆ ถล่มพวกผีดิบดูดเลือดนั่นให้ราบแล้วเราไปดูหิมะตกด้วยกันนะ อเล็กซ์ ข้าอยากเล่นสกีด้วยอ่ะ”

เจ้าชายหนุ่มหัวเราะออกมาเบา ๆ

..ไม่เปลี่ยนไปเลยจริง ๆ พี่ชายของเขา..

“ได้สิ” เจ้าชายหนุ่มตอบ ก่อนจะวางร่างบอบบางไม่สมอำนาจที่มีของพี่ชายลงบนพื้นอย่างนิ่มนวลแล้วเอ่ยอย่างจริงจัง “แต่ก่อนหน้านั้นนะ แอนนา ข้ามีเรื่องอยากขอร้องหน่อย”

“อะไรเหรอ” ดวงตากลมโตมองเขาอย่างสงสัย

“ข้ามีแวม..ผีดิบดูดเลือดตัวหนึ่งที่อยากจัดการด้วยตนเองน่ะ เลยอยากเอามันมาขังไว้ที่ปราสาทนี่หน่อย” อเล็กซ์พยายามใส่ความแค่นจอมปลอมลงในแววตาของตนเอง เพื่อที่แผนของตนจะได้ไม่แตก “ได้รึเปล่า”

ราชาทำหน้าเหมือนกับว่าไม่เห็นจะเป็นเรื่องใหญ่ตรงไหน

“ได้สิ” แอนนาตอบ “ข้าตามใจเจ้าอยู่แล้ว จะทำอะไรก็ทำไปเถอะ”

องค์ชายหนุ่มยิ้มออกมา

“ขอบใจนะ แอนนา”

..เท่านี้เขาก็สามารถปกป้องออคเตเวียสไว้ได้แล้ว..

 

“ไม่มีงั้นเหรอ” เชลดอนทวนคำพลางมองหน้าเจ้าหน้าที่เขตเหมือนไม่อยากจะเชื่อ เมื่อเช้าเขาตัดสินใจเอาข้อมูลเท่าที่มีของ ผบ.ซีอาโร่มาที่สำนักงานเขตเพื่อหาข้อมูลเพิ่มเติม ก่อนจะพบว่าวัน เดือนและปีเกิดที่ระบุไว้นั้น ไม่มีการแจ้งเกิดของคนที่ชื่อซีอาโร่ พานิก้า วาคานเอาไว้เลย..

เจ้าหน้าที่เขตมองตำรวจหนุ่มผิวสีด้วยสายตารังเกียจ ก่อนจะบอกว่าเขาคงเอาข้อมูลมาผิด แล้วไล่ให้กลับไป

เชลดอนจำใจต้องกลับออกมาพร้อมด้วยความสับสนในจิตใจ

..นี่มันหมายความว่ายังไงกัน..

 

เจโนมองอะไรไม่เห็นเพราะแถบผ้าสีดำที่ผูกอยู่รอบดวงตา เขไม่ชอบความมืดเลย..มันทำให้ไม่รู้ว่าตอนนี้ตนเองยังลืมตาอยู่รึเปล่า ริมฝีปากเผยออ้าตลอดเวลาปล่อยเสียงหอบหายใจให้ดังเป็นระยะเพราะห่วงโลหะคาดสายหนังที่แทรกอยู่ตรงกลาง ดวงหน้าผิวสีขาวแดงเรื่อด้วยผลจากการถูกระตุ้นครั้งแล้วครั้งเล่า สองแขนถูกมัดไพล่หลังด้วยเชือกเงินร้อนที่บาดลึกจนเรียกเลือดให้หลั่งไหล  ทั่วทั้งร่างกายเปลือยเปล่ามีรอยแผลจากคมดาบที่ยังไม่หายดีนับไม่ถ้วน รอบแก่นกายที่ตื่นตัวจนราวกับพร้อมจะระเบิดตลอดเวลาถูกรัดด้วยเชือกเส้นเล็ก ที่มอบทั้งความอึดอัดและทรมานให้..

นิ้วมือหยาบจากการจับดาบชำแรกเข้ามาภายในเป็นครั้งที่เท่าไหร่ไม่ทราบและบิดควานสร้างความหฤหรรษ์ที่แสนทรมานให้ ด้วยเพราะไม่อาจปลดปล่อยออกมา

เสียงครางกระเส่าเหนื่อยอ่อนดังหลุดออกมาไม่ขาดเพราะริมฝีปากถูกบังคับให้เผยออ้า ไม่รู้อีกเหมือนกันว่าส่วนกายที่แข็งขืนของฝ่ายนั้นแทรกเข้ามาในช่องทางด้านหลังที่บอบช้ำเป็นครั้งที่เท่าไหร่..ร่างกายอ่อนล้าอย่างที่ชวนให้หลับไปเสียเดี๋ยวนั้น ทว่า..เขาไม่อาจทำแบบนั้นได้ ทั้งที่ในหัวก็ขาวโพลนไปหมดแล้ว..

..นึกถึงเข้าไว้สิ ความน่ากลัวของเจ้านั่น นึกถึงมันแล้วหวาดกลัวซะ..แบบนั้นแล้วก็จะไม่หลับไงล่ะ..

..กระนั้น ปัญหาก็คือ ภาพน่ากลัวในอดีตกำลังซ้อนทับลงมากับภาพตรงหน้าชนิดที่แยกจากกันแทบไม่ออก คนตรงหน้าเขาคือใคร..ผู้ชายที่หวาดกลัวที่สุด หรือ ผู้ชายที่รักที่สุดกันแน่..

ของเหลวอุ่นร้อนหลั่งเข้ามาในกายอีกครั้ง แต่เจโนรู้ดีว่ามันยังไม่จบแค่นี้แน่..

ร่างกายของอีกฝ่ายถอนออกไป แล้วอะไรบางอย่างที่แข็งและมีผิวสัมผัสเรียบก็แทรกเข้ามาแทน

“อะ..” สิ่งนั้นบิดตัวอย่างรุนแรง เปิดปากแผลบนช่องทางบอบช้ำที่ไม่ได้รับการเยียวยาให้กว้างขึ้นอีก เลือดสีสดหลั่งรินลงมา น้ำใส ๆ ปริ่มที่ปลายสุดของแก่นกายที่ถูกพันธนาการ

เสียงถากถางของโยฮันน์ดังอยู่ที่ริมหู

“หึ..กับฝักดาบก็ยังมีอารมณ์ได้อีกเหรอ พวกแกนี่มันน่ารังเกียจจริง ๆ เลยนะ” แนวฟันขบขบลงบนยอดอกแดงช้ำแรง ๆ

“อ๊า!!” เสียงหวานกรีดร้องออกมา ขณะที่ร่างสูงดึงฝักดาบของตนออกไปแล้วพลิกร่างบางลงนอนคว่ำ เพื่อแทรกกายเข้าไปอีกหน

จังหวะกระแทกรุนแรงหนักหน่วง และเร่งความเร็วขึ้นเรื่อย ๆ เจโนรู้สึกเหมือนถูกกระชากขึ้นสู่จุดสุดยอด แต่แล้วก็ถูกขวางกั้นไว้ไม่ให้ปลดปล่อยออกมา ความต้องการถูกดึงขึ้นลงสลับกันจนในหัวขาวโพลนไปหมด

โยฮันน์ครางเสียงหนัก แล้วปลดปล่อยในกายเขาอีกครั้ง จนเมื่อถอนตัวออก ของเหลวสีขาวขุ่นก็ปริ่มราวกับจะทะลักออกจากปากช่องทาง แต่ก่อนหน้าที่จะเป็นแบบนั้น นักล่าหนุ่มก็ชำแรกกายกลับเข้าไปใหม่

“อ๊า!!” แวมไพร์หนุ่มร่างกระตุกเฮือกขึ้นมาทันที เมื่อถูกพลิกร่างให้กลับมานอนหงายทั้งที่ร่างกายยังเชื่อมต่อกัน แรงบิดเสียดสีทำให้ปากแผลตรงส่วนนั้นเจ็บแปลบขึ้นมา

มือหนาเอื้อมมาแกะผ้าปิดตา และแถบคาดปากของเขาออก เจโนหยีตาเมื่อแรกพบกับแสงสว่าง เขามองเห็นแดดรำไรจากช่องหน้าต่างที่บอกว่านี่เป็นเช้าวันใหม่อีกวันแล้ว และแม้จะไม่มีวงแหวนโลหะถ่างให้เผยอริมฝีปาก เสียงครางก็ยังดังออกมาเองจากอารมณ์ที่ถูกหยอกเย้าซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนแทบบ้า..

“อา..อา..”

จังหวะของโยฮันน์ยังคงรุนแรงและดุดันเหมือนเดิม

“อ๊า!!”

เสียงกรีดร้องเป็นของเขา แต่คนที่ได้ปลดปล่อยออกมากลับมีแค่โยฮันน์คนเดียว

แก่นกายของร่างสูงถอนออกไป แล้วธารของเหลวสีขาวก็ไหลทะลักออกมาปะปนกับเลือด ส่วนความต้องการที่อัดอั้นของเขานั้น คงต้องใช้เวลาอีกนานกว่ามันจะยอมสงบลงเอง กว่าจะถึงตอนนั้น คงต้องทรมานแบบนี้ต่อไปอีกสักพักก่อนล่ะนะ..

นักล่าหนุ่มยืดตัวขึ้นยืนแล้วจัดการเสื้อผ้าของตนให้เข้าที่เมื่อเสร็จกิจแล้วจึงเหลือบตาลงมามองผลงานของตนเอง

เจโนนอนหอบหายใจอย่างสิ้นเรี่ยวแรงอยู่บนพื้นเย็นเยียบ ทั้งที่ไม่ได้ถูกจับแขวนไว้แล้วแท้ ๆ แต่ก็ไม่มีปัญญาลุกหนีไปไหนได้อยู่ดี สองขาเรียวสั่นระริกมีเลือดไหลอาบ ยิ่งช่องทางด้านหลังยิ่งบอบช้ำหนักจนไม่ต้องพูดถึง และเลือดยังคงไหลออกจากบาดแผลตามผิวกายที่ไม่ได้รับการเยียวยา

โยฮันน์มองร่างบางแทบเท้าด้วยแววตาไร้ความรู้สึก ร่างสูงขยับก้าวไปยังโต๊ะไม้ที่เอามาตั้งเพื่อวางอุปกรณ์ต่าง ๆ ก่อนจะหยิบขวดบรรจุของเหลวใสเดินกลับมา

“รู้รึเปล่า บลัดไนท์” เสียงทุ้มนุ่มที่แสร้งปรุงแต่งขึ้นมาจงใจเน้นยำนามนั้นราวกับต้องการตอกย้ำถึงบางสิ่ง “เวลาที่ได้แผลมาน่ะ เขาต้องรีบล้างด้วยแอลกอฮอล์นะ”

รอยยิ้มของปีศาจร้ายแย้มออก ขณะที่เจ้าตัวค่อย ๆ เทของเหลวในขวดนั้นลงไป..

ดวงตาที่พริ้มหลับลงเพื่อพักเหนื่อยของเจโนเบิกกว้างขึ้น เสียงกรีดร้องดังลอดผ่านริมฝีปากที่ถูกปลดเครื่องพันธนาการไปแล้วอย่างห้ามไม่อยู่ ยาฆ่าเชื้อกัดกร่อนบาดแผลจนเลือดไหลออกมามากกว่าเดิม ความแสบชนิดที่กรีดลงไปถึงจิตใจทำเอาสติแทบหลุดลอย ร่างบางดิ้นพล่านด้วยความทรมานแสนสาหัส

โยฮันน์มองความเจ็บปวดของผู้เคยเป็นที่รักด้วยแววตาว่างเปล่า ผ่านไปราวอึดใจ ไม่ทราบว่าเพราะหมดแรงหรือชินชากับความเจ็บปวดเสียแล้ว เจโนจึงได้หยุดนอนหอบกับพื้นแทน

ดวงหน้าสวยหวานเงยขึ้นมองเขา ดวงตาสีดำมองมาด้วยแววตาที่เลื่อนลอย หยาดน้ำตาขับให้ความงามปนโศกซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของเจ้าตัวเผยออกมาอย่างน่าสงสาร

“โย..ฮันน์..” เสียงแผ่วเบาเอ่ยเรียกนามของเขา ไร้ซึ่งคำพูดต่อจากนั้น ไม่เข้าใจแม้ความหมายที่ต้องการสื่อ หรือบางทีมันอาจไม่มีอะไรนอกเหนือไปจากการเอ่ยเรียกธรรมดา แต่อะไรบางอย่างได้ฟาดลงกลางใจของนักล่าหนุ่มอย่างจัง

..อยากเข้าไปช้อนร่างนั้นเข้ามากอดไว้แนบอก อยากพูดคำปลอบประโลมและเยียวยาบาดแผลพวกนั้น..

..ไม่!!..ที่อยู่ตรงหน้าไม่ใช่คนรักของเขาอีกต่อไป แต่เป็นฆาตกรที่พรากชีวิตของคนที่เขารักที่สุดไปต่างหาก..

โยฮันน์สะบัดปลายเท้าเตะเข้าที่ใบหน้าของแวมไพร์หนุ่ม ส่งให้ร่างบางกลิ้งไปบนพื้นอย่างน่าสังเวช รอยเลือดทิ้งตัวเป็นปื้นยาวดุจภาพละเลงสีแดงสด

ไม่มีเสียงร้องดังมาสักแอะ แต่นักล่าหนุ่มไม่ได้สนใจเรื่องพรรค์นั้นอยู่แล้ว เขาหันหลังหนีแล้วย่ำเท้าออกจากห้องนั้นอย่างรวดเร็ว

เจโนพยายามหันกลับมา แต่ก็เห็นเพียงภาพแผ่นหลังกว้างที่หายลับไปเท่านั้น ร่างบางทิ้งตัวลงนอนอย่างอ่อนแรงปล่อยให้น้ำตาไหลลงมาอาบใบหน้าช้า ๆ

“โย..ฮันน์..”

อย่างน้อย..ก็ขอให้ได้ตอกย้ำกับตนเองเถอะ ว่าคนที่อยู่ตรงหน้านี้..เป็นใครกันแน่..

 

เพล้ง!!

ข้าวของที่อยู่ใกล้ตัวที่สุดถูกปัดตกลงบนพื้นอย่างไม่ไยดี นักล่าหนุ่มทรุดตัวลงนั่งพิงผนังมุมห้อง สองมือทึ้งผมตัวเอง หลังจากกวาดเอาข้าวของเครื่องใช้เฉพาะกิจเพราะเขาไม่ได้กลับไปที่ห้องพักอีกเลยนับแต่วันนั้นลงมากระจายเกลื่อนพื้นเพื่อระบายความโกรธแบบไม่มีสาเหตุนี่เรียบร้อยแล้ว

“บ้าเอ๊ย!!” ชายหนุ่มสบถออกมาอย่างเหลืออด นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน ทำไมถึงได้หวั่นไหวไปกับสายตานั่น นี่เขายังเหลือเยื่อใยอะไรอยู่อีกงั้นเหรอ..

..ไม่..อย่าลืมสิ นึกถึงมันเข้าไว้ ความเจ็บปวด ทรมานในตอนนั้น..จะลืมไปไม่ได้เด็ดขาด..

..ความเจ็บปวดที่ข้าได้รับในวันนี้ พวกแกจะต้องรับคืนไปเป็นเท่าตัว!!..

เขาแค้นพวกมันกว่าใคร แค้นยิ่งกว่าอะไร ทั้งที่นี่เป็นโอกาสจะได้แก้แค้นแล้วแท้ ๆ..

ร่างสูงผ่อนลมหายใจออกมาอย่างคนสิ้นแรง ขณะเอนศีรษะไปพิงฟนังด้านหลัง ดวงตาปิดลงด้วยความเหนื่อยอ่อนที่ไม่มีสาเหตุ

..ถ้าอย่างนั้นแล้ว ทำไม..

..หัวใจ ยังจะเจ็บปวดอะไรอีก..

 

ออคเตเวียสลืมตาขึ้นมาแล้วควานมือค้นหาคนที่น่าจะอยู่ข้างกายด้วยความเคยชิน

“อืม..อเล็กซ์?” มือเรียวคว้าไปไม่เจออะไร เจ้าตัวจึงได้ยันตัวขึ้นด้วยความประหลาดใจ ดวงตาสีดำขลับมองไปรอบ ๆ อย่างสับสน

ไม่ใช่แค่คนรักเท่านั้นที่หายไป แต่กระทั่ง สถานที่ที่เขาอยู่ก็ยังเปลี่ยนไปด้วย

ที่นี่ไม่ใช่ห้องในโรงแรมที่เขานัดเจอกับอเล็กซ์ เตียงที่เขานอนอยู่เป็นเตียงสี่เสาแบบโบราณที่มีผ้าม่านบางเบาสีอ่อนกางกั้น ข้าวของต่าง ๆ ก็ดูดีและแกะสลัก หรือไม่ก็ประดับด้วยอัญมณีสวยงาม ท่าทางแพงเกินกว่าจะเป็นของในโรงแรมดาด ๆ แบบนั้น แต่ที่สำคัญกว่านั้นก็คือ..

ข้างนอกนั่น..มีกลิ่นของพวกแวร์วูล์ฟเต็มไปหมดเลย..

ถึงแวมไพร์จะไม่ได้มีประสาทรับกลิ่นดีขนาดนั้น แต่การที่เขาสัมผัสมันได้ก็แสดงว่าจำนวนของพวกมันต้องมีไม่น้อยเลย..

ร่างบางไหวตัวตามสัญชาตญาณ และในตอนนั้นเอง เสียงที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นมา

“ตื่นแล้วเหรอ ออคเตเวียส”

เจ้าของนามหันขวับไป และพบว่าเจ้าชายแห่งเผ้าแวร์วูล์ฟกำลังยืนส่งยิ้มพร้อมกับยกถาดอาหารมาให้

“อเล็กซ์..” ออคเตเวียสเรียกชื่อเขาอย่างงง ๆ “..นี่มันอะไรกันน่ะ”

“ขอโทษนะที่พามาโดยที่ยังไม่ได้บอก” อีกฝ่ายตอบพลางวางถาดอาหารลงบนโต๊ะข้างเตียง แล้วนั่งลงข้าง ๆ “สงครามกำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว ออคเตเวียส..พี่ชายข้ายกกองทัพทั้งหมดมาที่นี่ก็เพื่อทำศึกชิงดินแดนกับแวมไพร์ตระกูลเอเวอร์ลาสติ้ง..ข้าบอกเขาว่ามีเรื่องต้องสะสางกับเจ้าด้วยตนเองแล้วพามาที่นี่ ที่นี่เป็นฐานทัพของพวกเราแวร์วูล์ฟน่ะ”

เจ้าชายหนุ่มมีริ้วรอยของความเครียดปรากฏชัดในแววตา นอกเหนือจากนั้นก็ยังมีความกลัวที่จะต้องสูญเสียบางอย่างปะปนอยู่ด้วย

“ข้ารู้ว่าเจ้าอาจจะไม่ชอบใจเท่าไหร่ แต่นี่เป็นวิธีเดียวที่ข้าจะมั่นใจว่าจะสามารถปกป้องเจ้าได้..” มือหนาช้อนมือบางขึ้นมาแตะที่ริมฝีปากของตนเอง “ขอร้องล่ะ ระหว่างนี้ ช่วยอยู่ที่นี่สักพักเถอะนะ..”

ออคเตเวียสไม่ได้พิศวาสการถูกขังไว้บนหอคอยจริง ๆ นั่นแหละ และถ้าเขาหายตัวไปนาน ๆ พวกพี่ชายก็คงเป็นห่วง โดยเฉพาะสไปแน็กซ์ แต่เพราะมองเห็นความหวั่นไหวในดวงตาสีน้ำตาลคู่นั้น ถึงได้ทำใจปล่อยไปไม่ได้

ร่างบางแสร้งถอนหายใจเฮือกออกมา

“ในเมื่อเจ้ายอมขอร้องข้าแบบอ่อนหวานขนาดนี้แล้ว มันก็ช่วยไม่ได้ละนะ..” อีกอย่าง ถ้าอยู่ที่นี่ก็คงไม่มีปัญหากับพวกอสูรกายด้วย ถ้าปลอกภัยกลับไปซะอย่าง ถึงจะโดนโกรธบ้างแต่ก็ยังพอแก้ตัวกับพี่ ๆ ได้ล่ะนะ “แต่ว่า..แค่ช่วงสั้น ๆ นี่เท่านั้นนะ ต้องรีบจบสงครามเร็ว ๆ แล้วพาข้ากลับไปส่งบ้านด้วยล่ะ”

อเล็กซ์คลี่รอยยิ้มออกมาด้วยท่าทางของคนที่เพิ่งจะยกภูเขาออกจากอก

“รับบัญชา องค์หญิงของข้า”

ออคเตเวียสหัวเราะคิกคักอย่างชอบใจ

“บางทีอยู่แบบนี้นาน ๆ ก็น่าจะดีนะเนี่ย♥..”

เจ้าชายหนุ่มหัวเราะหึหึในลำคอ ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบถาดอาหารมาจากโต๊ะข้างเตียง

“ข้าแอบเอามาให้ ถึงเจ้าจะอยู่ได้ด้วยเลือด แต่กินสักหน่อยดีกว่านะ”

แวมไพร์หนุ่มน้อยพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย แต่แล้วก็กลับชะงักไป รอยยิ้มเจ้าเล่ห์น่ารักคลี่ออกมา

“ป้อนหน่อย♥” เสียงหวานอ้อน “นะ♥”

อเล็กซ์หรี่ตามองอีกฝ่ายคล้ายกำลังชั่งใจ ถึงจะตั้งปณิธานไว้ว่าจะไม่ยอมอ่อนข้อให้พ่อตัวดีง่าย ๆ ก็เถอะ..แต่ถึงยังไงตอนนี้เขาก็พรากอีกฝ่ายมาจากครอบครัวนี่นะ

ตามใจสักหน่อยคงไม่เสียหายหรอกมั้ง ไว้ค่อยไปทวงอำนาจคืนหลังจบเรื่องแล้วก็ได้..

เจ้าชายแวร์วูล์ฟถอนหายใจออกมา

“ก็ได้..แต่แค่ช่วงสั้น ๆ นี่เท่านั้นนะ”

คิดแล้วก็หมายเหตุกับตนเองไว้ในใจลึก ๆ ว่าจบสงครามนี่ลงให้เร็วที่สุดท่าจะดีกว่า ไม่อย่างนั้น เขาจะกลายเป็นทาสของเจ้าแวมไพร์นี่ไปซะก่อน..

 

เจไลพยายามตามหาพี่ชายอย่างบ้าคลั่ง เขาพยายามไล่ตามกลิ่นอายปีศาจของมานาอย่างเต็มความสามารถ แต่ราวกับฝ่ายนั้นจงใจปั่นหัวเขา จึงได้ปล่อยไอปีศาจออกมาเพื่อล่อให้เขาตามไปยังจุดใดจุดหนึ่ง ก่อนจะลบจิตของตัวเองออกไป นี่เป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วไม่รู้ในระยะเวลา 2 วันที่เขาถูกหลอกให้ไปผิดทาง

ทีแรกไอปีศาจของเจ้านั่นรุนแรงมากที่ทางเหนือของเมือง แต่พอเขาเข้าไปใกล้ จู่ ๆ ไอปีศาจที่เคยคละคลุ้งมาก่อนก็หายไปเหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น แล้วปรากฏอีกทีทางใต้

ตอนนี้ก็เหมือนกัน..เขาตามมันมาจนถึงสถานีรถไฟ ก่อนจะคว้าน้ำเหลวอีกครั้ง ไอปีศาจโผล่ขึ้นมาอีกครั้งที่แถวย่านการค้า..

เจไลรู้ดีว่าไม่ควรยอมให้ตนเองถูกปั่นหัว ความเจ็บใจที่ถูกปฏิบัติราวกับเป็นของเล่นโดนศัตรูที่มองไม่เห็นบาดลึกในจิตใจของเขามากพอ แต่มันไม่มีวิธีอื่นที่จะตามรอยเจ้านั่นได้นอกจากวิธีนี้

มานา บารี่ เป็นปีศาจกลุ่มที่ถนัดการล่อลวงอยู่แล้ว ดังนั้น ที่เขาควรจะต้องทำก็คือ รีบตามหาแกนหลักที่ปล่อยไอปีศาจออกมาของมันให้เจอ แต่ว่า..

ร่างสูงเพรียวหยุดยืนพิงเสาหน้าสถานีรถไฟ ไม่สนใจต่อสายตาของพวกมนุษย์ที่กำลังจะออกไปทำงานพวกนั้นมองมา ชายหนุ่มหอบหายใจหนักหน่วงด้วยความเหนื่อยล้า แวมไพร์แข็งแรงกว่ามนุษย์ แต่ก็ไม่ได้เป็นภูตผีที่ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย..การวิ่งเทียวไปเทียวมารอบเมืองที่ใหญ่โตอย่างคลูชย่อมทำให้เขาเสียแรงไปไม่น้อยอยู่แล้ว

ในขณะที่กำลังคิดจะตามหาต่อ ในท่ามกลางฝูงชนที่สัญจรไปมา ร่างสูงของชายหนุ่มชาวเอเชียคนหนึ่งหยุดยืนแล้วหันมาเผชิญหน้ากับเขา คิ้วเรียวเหนือดวงตาสีเฮเซลนัทเลิกขึ้นด้วยความประหลาดใจ ฝ่ายนั้นจำเขาได้เช่นเดียวกับที่เขาจำอีกฝ่ายได้..

ในคืนนั้นที่โยฮันน์รู้ความจริงเพียงว่าเจโนเป็นแวมไพร์ เขาเคยปะทะกับนักล่าชาวเอเชียตรงหน้า

แววตาประหลาดใจของจีฮุนค่อย ๆ กลายเป็นความเกลียดชัง

“แก..”

ถึงจะถูกสั่งห้ามไม่ให้ทำอะไรเอิกเกริกตอนกลางวันที่คนพลุกพล่าน แต่เจไลก็เอื้อมมือไปจับดาบที่สะพายอยู่บนแผ่นหลัง งานนี้คงเลี่ยงการต่อสู้ไม่ได้แล้ว

 

นับตั้งแต่ได้ซีอาโร่มาดูแล จัลเลอร์ก็รู้สึกสดชื่นขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ แต่ถึงอย่างนั้น ก็ยังมีเรื่องทุกข์ใจเพราะปัญหาชีวิตรักของน้องชายคนที่ 3 อยู่ดี..

เขาไม่เชื่อว่าเอลริคจะตาย..อย่างน้อยก็ไม่ใช่ฝีมือของอนาคิม..เจ้ากัรม์นั่นฆ่าสหายของเขาคนนี้ไม่ได้หรอก แต่เพราะไม่รู้ที่มาที่ไปของเหตุการณ์ ซ้ำยังไม่มีข้อมูลให้สืบมากไปกว่านี้ เขาจึงทำอะไรไม่ได้ ที่สำคัญตอนนี้ก็คือ ต้องทำให้มาร์เช่ออกจากห้องมายอมกินอาหารบ้างเสียก่อน

จัลเลอร์ขอให้ซีอาโร่ช่วยเข็นรถเข็นมาส่งที่หน้าห้อง แต่หลังจากพยายามเคาะเรียกอยู่นานก็ไม่มีเสียงตอบกลับมา ทำให้เขาเริ่มสงสัย..

ชายหนุ่มเหลือบตาขึ้นมองคนรัก ก่อนจะตัดสินใจเปิดประตูเข้าไป

..ภายในห้องนั้นว่างเปล่า..

“มาร์เช่..”

ในตอนนั้นเอง ที่เบ็คก้าเดินหอบกองผ้าปูที่นอนที่เอาไปเปลี่ยนขึ้นมาพอดี

“เบ็คก้า” พี่ใหญ่แห่งตระกูลบลัดไนท์หันไปเรียกสาวใช้แทน “มาร์เช่ไปไหน”

“คุณชาย 3 ออกไปข้างนอกตั้งแต่เมื่อคืนแล้วค่ะ” เมดสาวตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบของตุ๊กตาศพ

“ออกไปข้างนอกเหรอ” จัลเลอร์มุ่นคิ้ว

“ค่ะ” เบ็คก้าตอบ “นอกจากนี้แล้วคุณชายเจโน คุณชายเจไลกับคุณชายแองกัสก็ยังหายตัวไปไม่สามารถระบุตำแหน่งได้ คุณชายออคเตเวียสบอกว่าจะไม่กลับบ้าน แล้วก็มีคุณชายแมกซิลอสที่บอกว่าจะไปอยู่กับท่านจาชัวร์ด้วยค่ะ”

จัลเลอร์มุ่นคิ้วหนักกว่าเดิม เขาหันไปมองหน้าซีอาโร่ก่อนจะหันกลับมาที่เบ็คก้า

“ช่วงเวลาแบบนี้แท้ ๆ ..แต่ไม่อยู่บ้านกันเลยสักคนงั้นเหรอ..”

 

วันนี้ท่านผู้บัญชาการกับรองฯ ก็ยังไม่มาทำงานอีกเช่นเคย เชลดอนจึงสามารถฉวยโอกาสที่เข้าไปส่งเอกสาร สำรวจโต๊ะทำงานของหัวหน้าได้โดนสะดวก เพราะในช่วงชุลมุนแบบนี้ไม่มีใครเข้ามาสนใจเขาอยู่แล้ว

อันที่จริงทีแรกเขาก็ไม่ได้ตั้งใจจะค้นหาอะไรมากมายนักหรอก แต่พอเจอข้อสงสัยที่เขตเข้า มันก็เลยชวนให้อยากรู้ขึ้นมาจริงจังเท่านั้นเอง

สายตรวจหนุ่มรื้อกองกระดาษบนโต๊ะขึ้นมาดู แต่ก็ไม่พบอะไร พอดีเสียงเรียกแว่ว ๆ ของเอมิล เบเยอร์ ดังเข้ามา เขาจึงได้รีบร้อนวางพวกมันกลับลงไปตามเดิม ก่อนจะขยับตัวออกมาจากหลังโต๊ะ

ปึก!!

ด้วยความเร่งร้อน ทำให้ร่างบางชนเอาลิ้นชักล่างของโต๊ะเลื่อนออกมา

เชลดอนส่งเสียงร้องออกมาเบา ๆ ด้วยความตกใจ ก่อนจะก้มตัวลงหวังเพียงแค่จะดันมันกลับเข้าที่ตอนที่สายตาของเขาสะดุดเข้ากับอะไรบางอย่างในนั้น..

สายตรวจหนุ่มผิวสีย่อตัวนั่งลง มือเรียวเล็กสอดเข้าไปดึงกระดาษปึกหนึ่งออกมาจากลิ้นชัก

กระดาษสีน้ำตาลจำนวนหนึ่งเป็นประกาศจับพร้อมรูปถ่าย ไม่ใช่ของทางการแน่ ๆ เพราะเขาไม่คุ้นหน้าตาคนร้ายพวกนี้เลย และคำตอบมันก็แจ่มชัดด้วยตัวหนังสือที่จั่วหัวไว้ว่า ประกาศจับขององค์กรนักล่าปีศาจ

คนร้ายพวกนี้คือปีศาจมีค่าหัว..พวกปีศาจมีอยู่จริง นักล่าก็มีอยู่จริง เชลดอนไพล่นึกไปถึงผู้ชายผมทองที่อ้างตนเป็นนักล่าที่เคยเจอในมอลโดว่า ตอนนั้น หมอนั่นพูดไว้ว่าอะไรนะ..

 ..เจ้าเองก็ดูไม่น่าใช่คนโง่ น่าจะรู้แก่ใจดีนะว่านี่ไม่ใช่ฝีมือมนุษย์..

ทุกอย่างลงตัวแล้ว คดีมหัศจรรย์ที่หาคำอธิยาบไม่ได้เกิดจากพวกปีศาจ ผู้บัญชาการก็รู้เรื่องนี้ดีถึงได้มีประกาศพวกนี้เก็บไว้ ถ้าอย่างนั้นแล้ว ทำไม..ทำไมถึงต้องเบนคดีออกจากพวกปีศาจทุกครั้งไปกันล่ะ

..มีเหตุผลอะไร..

เชลดอนมองกลับลงไปในลิ้นชัก และสิ่งที่เขาพบก็คือรูปถ่ายใบหนึ่ง..

เสียงเรียกของเอมิลดูจะห่างไกลออกไป มือของสายตรวจหนุ่มสั่นเทา ขณะมองภาพถ่ายขาวดำของผู้ชายในชุดขุนนางรุ่นเก่าโบราณที่ไม่ว่ามองยังไงก็เป็นภาพของผู้บัญชาการซีอาโร่ พานิก้า วาคาน..เขานั่งอยู่บนบัลลังก์หรูหราราวกับอยู่ในพระราชวังที่ไหน รอยปากกาเลือน ๆ เขียนไว้ที่มุมล่างของรูปถ่าย

..1430..

เชลดอนรู้แล้วว่าทำไมสำนักงานเขตถึงบอกว่าไม่มีคนชื่อซีอาโร่ พานิก้า วาคานเกิดในปีที่ระบุไว้ในประวัติ..

..นั่นก็เพราะเขา..เกิดมาก่อนหน้านั้นนานแล้วนั่นเอง..

 

ลึกเข้าไปในตรอกที่ทั้งมืดและแคบ หลุยส์สะบัดเท้าเดินเข้าไปอย่างไม่ใคร่จะเต็มใจนัก ไม่รู้ว่าโซทีคุสจะพิศวาสอะไรที่แบบนี้นัก

ไนท์แมร์หนุ่มหยุดยืนเมื่อสัมผัสได้ถึงตัวตนของเพื่อนร่วมงาน สูงขึ้นไปบนยอดอาคาร นกฮูกสีดำร่อนลงมาเกาะขอบตึก ขณะที่ฝั่งตรงข้ามมีร่างของผู้ชายสวมชุดตัวตลกนั่งไขว่ห้างอยู่ติดกับผู้ชายในชุดขุนนาง และข้างกายเขา เด็กผู้หญิงในชุดฟูฟ่องปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับชายหนุ่มในชุดจีนเงียบ ๆ

“เรียกประชุมแบบนี้ มีธุระอะไรกันแน่ โซทีคุส” หลุยส์ถามออกไปด้วยความหงุดหงิด เขารู้ดีว่าอีกฝ่ายจะต้องมาแล้วแน่ ๆ ถึงจะมองไม่เห็นตัวก็เถอะ..

“อนาคิมตายแล้ว..” เสียงแหบแห้งตอบกลับมา “..เจ้าพอจะรู้บ้างไหม หลุยส์..”

ไนท์แมร์หนุ่มพยายามไม่แสดงสีหน้าออกมา

“แล้วข้าจะไปรู้ได้ยังไงกัน”

“งั้นเหรอ..” โซทีคุสลากเสียงยาว แม้ไม่ได้พูดอะไรต่อจากนั้น แต่จากสายตาของคนอื่น ๆ ที่มองมาทางตนอย่างคลาแคลงก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้หลุยส์รู้สึกตัว

เขาลอบสบถกับตัวเองเบา ๆ

..เขาเกลียดโซทีคุสที่รู้ไปซะทุกเรื่องตรงนี้นี่แหละ..

“แต่ก็เอาเถอะ..” เสียงแหบแห้งว่าต่อ “ไม่รู้ก็ไม่เป็นไร”

หลุยส์กำหมัดแน่น

“จะว่าไปแล้วนะ มานา” ชายในชุดตัวตลอกเอ่ยทำลายบรรยากาศเครียดขมึงด้านล่างขึ้นมา “เจ้าปล่อยไอปีศาจของตนเองออกไปคลุ้งเมืองคิดจะทำอะไรกันแน่”

เจ้านกฮูกหันไปมองเขาด้วยดวงตากลมโต

“ไม่มีอะไรหรอก จอห์น ก็แค่เกมไล่จับของข้าน่ะ” เสียงชายหนุ่มตอบ “โซทีคุสก็ไม่ได้ว่าอะไรนี่ จริงไหม”

ผู้เป็นดั่งผู้นำของกลุ่มหัวเราะออกมา

“นั่นสินะ จะทำอะไรก็ตามใจเจ้าเถอะ บารี่”

“แล้วตกลงเรียกพวกเรามามีอะไรกันแน่” เอิร์ลดอมในร่างเด็กผู้หญิงถามบ้าง “คงไม่ใช่แค่แจ้งข่าวไร้สาระแบบนี้ใช่ไหม”

โซทีคุสหัวเราะหึหึ

“ถูกอย่างที่เจ้าว่า เอิร์ลดอม..” เสียงแหบแห้งตอบ “พี่น้องอสูรกายแห่งนรกภูมิเอ๋ย..ข้ามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะแจ้งให้พวกเจ้าทราบว่า..เวลาของพวกเรามาถึงแล้ว”

ความยินดีแผ่ซ่านไปทั่วทั้งกลุ่มของเหล่าคนที่มาชุมนุมกัน

“งั้นก็หมายความว่า..” จอห์นแลบลิ้นเลียริมฝีปากอย่างกระหาย

“ใช่..” โซทีคุสพยักหน้าในเงามืด “..ถึงเวลาออกล่าของพวกเราบ้างแล้ว”

Link ของบ้านเดิม

posted on 30 Oct 2010 20:18 by baruda
เห็นมีผู้อ่านที่เข้ามาอ่านในบล็อกนี้เลยอยู่หลายคน เกรงว่าอาจหาบ้านเก่ากันไม่เจอเลยเอาแบนเนอร์มาแปะไว้ให้ครับ
13 Blood Night-อหังการมือปราบพันธุ์แวมไพร์
ปล.ใครก็ได้ช่วยอย่าแบนบทความผมที ขี้เกียจย้ายไปย้ายมาแล้วนะ T T